ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )


watnongmuang.com

FAN PAGE!!

 
Reply to this topicStart new topic
> อาจารย์ประคอง รุ่นเจริญ ฆราวาสจอมขมังเวทย์
Witwatarun
โพสต์ Aug 5 2011, 05:03 PM
โพสต์ #1


Advanced Member
***

กลุ่ม : ผู้ดูแลระบบ
โพสต์ : 1,020
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-June 07
หมายเลขสมาชิก : 3



อาจารย์ประคอง รุ่นเจริญ ฆราวาสจอมขมังเวทย์





ในเมืองไทยมีฆราวาสที่เชี่ยวชาญในเรื่องของคาถาอาคมอยู่หลายท่าน..สำหรับที่ยังคงมีช
ีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้ชื่อของ...อาจารย์ประคอง รุ่นเจริญ ก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่มีการพูดถึงในปัจจุบัน..

โดยเฉพาะในเรื่องของ “เข็มทองคนองฤทธิ์” และ “เสน่ห์มอญ”... ผมเชื่อว่าเพื่อนๆที่สนใจในศาสตร์เหล่านี้ต้องรู้จักกันดี.. ผมและเพื่อนๆร่วมอุดมคติเดียวกันได้มีโอกาสไปเยี่ยมอาจารย์ประคอง ที่บ้านพักของท่านแถวๆซอยตากสิน และก็ตามประสาของคนที่ชอบเรื่องเครื่องรางของขลังละครับ การสนทนาจึงไม่ได้ออกไปนอกบริบทในเรื่องนี้เลย....







คำว่า”ไสยศาสตร์”หากเรามองกันอย่างหยาบๆ สามารถแบบออกได้เป็นสองอย่างคือ “ไสยขาวและไสยดำ” ....

ไสยศาสตร์ดำคือวิชาที่ใช้ในการกระทำความชั่ว ผิดศีลธรรมและสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น...ส่วนไสยศาสตร์ขาวคือวิชาที่ใช้ในเรื่อ
งที่ดี การกระทำความดี บรรเทาความเดือดร้อน..และที่สำคัญคือใช้ “กันและแก้” การกระทำจากไสยดำ..

วิชา“ไสยศาสตร์” มักจะถูกมองจากสังคมปัจจุบันว่าเป็นเรื่องงมงายไร้สาระ ไม่มีความเป็นเหตุเป็นผล แต่หากเรามานั่งคิดให้ดีแล้วจะพบว่า “ความเชื่อ และ ความศรัทธา”..







ในเรื่องไสยศาสตร์มีอยู่ในประเทศไทยมานานแล้ว เพื่อแต่ในปัจจุบันนี้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และวิชาการสมัยใหม่ ทำให้บทบาทของไสยศาสตร์ลดลงอย่างมาก แต่จะอย่างไรก็ตามไสยศาสตร์หรือวิชาว่าด้วยคาถาอาคมก็ยังคงมีบทบาทและคงไว้ซึ่งอิทธิ
พลต่อสังคมไทยเสมอมา..





“ผมเรียนมาจากหลายอาจารย์”



อาจารย์ประคอง รุ่นเจริญ ท่านเกิดวันเสาร์ที่ 7 แรม ๙ ค่ำ เดือนสิบ(ตุลาคม) ปีเถาะ พ.ศ.2482 มีภูมิลำเนาอยุ่ที่ฝั่งธนบุรี ย่าน ตากสิน ท่านได้ศึกษาชั้นปฐมที่วัดอินทรารามใต้ ตลาดพลู จากนั้นก็เรียนต่อชั้น ม.6 ที่โรงเรียนวัดชิโนรส และ จบการศึกษาครั้งสุดท้าย ที่ช่างกลพระนครเหนือ รุ่นที่ 1 พ.ศ.2500 ท่านเข้ารับราชการที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย และ ลาออกมารับบำนาญเมื่อ พ.ศ.2538 เพื่อมาดูแลคุณแม่ซึ่งป่วยอยู่ จนมารดาของท่านสิ้น หลังจากนั้น ท่านจึงบวชเพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่มารดาท่าน




อาจารย์ประคอง รุ่นเจริญ สมัยบวชอยู่อินทรารามใต้ ตลาดพลู




ปัจจุบันท่านสึกเป็นฆราวาสแล้ว ปัจจุบันท่านมีอายุ ๗๑ ปี ท่านสนใจและชอบศึกษาในเรื่องของไสยเวทย์ เพราะเมื่อตอนเป็นเด็กท่านป่วยรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน หลายแห่งก็ไม่หาย จนมารดาท่านพาไปรักษาโดยไสยเวทย์ อาการป่วยก็หายเป็นปกติท่านจึงสนใจศึกษาด้านคาถาอาคม ประกอบกับอุปนิสัยชอบการต่อสู้ จึงมักหาของดีและวิชาอาคมไว้คุ้มครองตัว จึงไม่แปลกที่ในวัยหนุ่มของท่าน ทุกครั้งที่มีเวลาว่างท่านจะออกแสวงหาครูบาอาจารย์..





อาจารย์อุไร มนตรีกุล ณ อยุยา



จากที่ท่านเล่าให้พวกเราฟังจะมีทั้งพระเกจิอาจารย์และอาจารย์ที่เป็นฆราวาสหลายท่าน เช่น อาจารย์อุไร มนตรีกุล ณ อยุยา ซึ่งเป็นอาจารย์ฆราวาสวิชาสายวังหน้า วิชาที่เด่นๆ คือกระบี่กระบอง และการลงน้ำมันงาเพื่อความอยู่ยงคงกระพัน โดยเชื่อกันว่าผู้ที่มีน้ำมันดังกล่าวสามารถใช้น้ำมันตัวนี้ทาบาดเเผลเเล้วเเผลจะหาย
ในชั่วยาม ที่ตั้งของสำนักอยู่ในซอยสังขจาย เจริญภาสน์ ปัจจุบันได้เลิกไปแล้ว...







อาจารย์ปลูก วัดทิวไผ่ต้ำ หนองแค เรียนวิชาการต่อกระดูก ปัจจุบันยังคงมีลูกหลานของท่านอาจารย์ปลูก สืบทอดวิชาและเปิดรักษาแก่คนทั่วไป...
สำหรับวิชาการต่อกระดูกนี้ อาจารย์ประคองได้เล่าเรียนจนสำเร็จ สามารถใช้รักษาคนได้..ซึ่งระยะเวลาที่ผ่านมาท่านได้รักษาแก่คนไปแล้วเป็นจำนวนมาก

แต่การรักษาโดยวิธีต่อกระดูกนี้มีปัจจัยต่างๆค่อนข้างมาก เช่น ต้องใช้ระยะเวลาเพราะเป็นการรักษาแบบต่อเนื่อง จำเป็นต้องมีพักอาศัยชั่วคราวให้คนเจ็บ หรือบางทีก็เป็นเรื่องของคุณภาพของกระดูกซึ่งก็สัมพันธ์กับอายุ ฯลฯ..

ดังนั้นอาจารย์ประคองจึงไม่ได้เปิดรักษาแต่เรียนรู้เอาไว้เป็นประสบการณ์ของชีวิตว่า
วิชาการเหล่านี้มันมีจริง อีกอย่างการรักษาแบบนี้ท่านว่าเป็นการรักษาโดยใช้ “จิต” จึงเหมาะสมกับการรักษาเล็กๆน้อย...หากหนักๆจริงๆท่านว่าไปโรงพยาบาลจะสมควรที่สุด..







“ผมเคยถามตัวเองเหมือนกันว่า เราจะเรียนไปถึงไหน แต่พอมานึกๆอีกที ก็คนมันชอบ คนมันรักนี่นาจะให้ทำยังไง” (หัวเราะ)

หากมนุษย์เรามีชีวิตอยู่ได้เพราะปัจจัยสี่ และกับคนสมัยนี้ที่มีปัจจัยที่ห้าเป็นแพ็คเก็จเสริม เช่น รถยนต์ ฯลฯ แต่สำหรับอาจารย์ประคองแล้ว ปัจจัยที่ห้าของท่านคือ “วิชาอาคม” และมันก็มีมาตั้งแต่สมัยน้ำท่วมกรุงเทพครั้งแรกแล้วครับ...

อาจารย์ประคองต้องเดินทางโดยรถเมล์จากบางนา ไปบางพลี ขึ้นเรือเสต็ปที่ “คลองชวดลากข้าว” เข้าไปที่ “คลองราชาเทวะ” เพื่อไปขอเรียนวิชาจาก”อาจารย์อ๊อด สนั่นทุ่ง” ซึ่งปลูกบ้านพักอาศัยอยู่ในบริเวณวัดกิ่งแก้ว..

อาจารย์อ๊อด สนั่นทุ่ง เป็นฆราวาสอาคมขลัง ลูกศิษย์ของท่านหลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว เดิมเป็นอาจารย์สักแต่ในช่วงที่อาจารย์ประคองไปเรียนวิชาได้เลิกสักแล้วและหันมาเป็น
“หมอประจำตำบล ที่ได้รับการแต่งตั้งจากทางการ”







การที่จะได้รับยกย่องว่าเป็น “ฆราวาสอาคมขลัง” ในสมัยนั้นไม่ใช่ว่าจะได้มาง่ายๆ ต้องผ่านการพิสูจน์ ชื่อเสียงของอาจารย์อ๊อด สนั่นทุ่ง เริ่มจากการ “ฉี่รดตอไม้” แล้วเรียกให้ทหารเข้าแถวยิง ปรากฏว่ายิงไม่ออก..

ซึ่งอาจารย์อ๊อด ได้สอนวิชานี้ให้อาจารย์ประคอง โดยเน้นที่ “จิต”และคาถาเพียงสองตัวเป็นองค์ประกอบคือ “โกกะ กะโก” ให้ภาวนาเดินหน้า ถอยหลัง สลับไปมา...
สำหรับวิชาด้านเสริมเสน่ห์ที่ถ่ายทอดให้คือวิชาการทำ “สีผึ้งเจ็ดร้าน” ซึ่งในชีวิตของอาจารย์ประคองเคยสร้างขึ้นเพียงสองครั้งและเมื่อเห็นว่าทำได้สัมฤทธิ์
ผลจึงได้เลิกทำ...ด้วยเหตุผลที่ว่า..
“ผมเห็นว่าเป็นวิชาที่ต้อง “กระทำต่อคนอื่น” จึงไม่เหมาะสม จะกลายเป็นบาปซะมากกว่า” (ยิ้ม)

ครับชีวิตของคนเราหากได้มองไปในทุกมิติแล้ว ภาพของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่สนใจและไขว้คว้าในเรื่องของศาสตร์ลึกลับที่ชื่อว่า”ไสยศาส
ตร์”จึงไม่ได้เป็นเรื่องที่เหลวไหลไร้สาระ

แต่กับเป็นมุมมองให้เราได้เห็นชีวิตของคนๆหนึ่งที่คงไว้ซึ่ง”ความชัดเจนของจิตใจ” และอย่างน้อยที่สุดเด็กหนุ่มคนนี้ก็รู้ตัวว่า “ตนเองรักและชอบอะไร”..

ซึ่งเขาก็ได้ดำเนินในเส้นทางนี้ต่อไปบนหนทางที่ไม่เคยทำให้ใครเดือดร้อน...”ปู่วร ก้อนใบ” คืออาจารย์ฆราวาสอีกท่านหนึ่งของเด็กหนุ่มคนนั้น...





ปู่วร ก้อนใบ




ปู่วร ก้อนใบ เป็นชาวมอญ รูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาว ไม่ดุ พูดจาดี สุภาพ ชัดถ้อยชัดคำ ลักษณะเฉพาะคือจะนุ่งโสร่ง พาดผ้าขาวม้า นิยมสูบยาเส้นที่มวนจากใบตอง แต่ไม่ทานเหล้า..

ซึ่งเรื่องนี้อาจจะเป็นเพราะว่า ปู่วร ท่านเคยได้รับการ “ลงกระหม่อม” จาก “หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา..

ผมคิดว่าหลวงพ่อสุ่นองค์นี้ เพื่อนๆที่สนใจในพระเครื่องย่อมรู้จักดีว่าท่านมี “กิติคุณและความศักดิ์สิทธิ์” ขนาดไหน หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อปาน วัดบางนมโค พระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงของเมืองไทยก็เป็นลูกศิษย์ของท่าน...



อ่านต่อด้านล่าง


--------------------
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Witwatarun
โพสต์ Aug 5 2011, 05:04 PM
โพสต์ #2


Advanced Member
***

กลุ่ม : ผู้ดูแลระบบ
โพสต์ : 1,020
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-June 07
หมายเลขสมาชิก : 3







อาจารย์ประคองเล่าให้พวกเราฟังว่า ท่านได้ไปหาปู่วร ก้อนใบ ในช่วงที่ปู่วร มีอายุเกือบจะร้อยปีแล้ว..และตาบอด ปู่วรเป็นฆราวาสที่มีอาคมเข้มแข็ง เรียกว่า “เก่ง”เลยทีเดียวครับ

ท่านมีชีวิตที่คลุกคลีกับการเป็นหมอไสยศาสตร์ ทำของแบบรับรองผลได้เลย ไม่ใช่ประเภทสุกเอาเผากิน เวลาที่อาจารย์ประคอง จะเข้าไปเรียนมักจะซื้อ “ขนมเปี๊ยะ” ขนาดใหญ่อันละร้อยบาท(สมัยนั้น)ไปฝาก ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของปู่วรมาก ทำให้อาจารย์ประคองได้รับการถ่ายทอดวิชาอาคมมามากมาย...





ตะกรุดเสน่ห์มอญ




อาจารย์ประคองได้วิชาที่ได้รับนำมาจัดสร้างเครื่องรางให้กลุ่มลูกศิษย์ไว้ใช้กัน คือ “ตะกรุดมอญ” หรือชื่อที่กลุ่มลูกศิษย์นิยมเรียกกันคือ “เสน่ห์มอญ” และ “สีผึ้งสามสี”..

และด้วยความที่ปู่วรท่านชอบทานขนมเปี๊ยะนี่เอง เวลาประกอบ”พิธีไหว้ครูหรือลูกศิษย์ท่านใดจะขอความช่วยเหลือจากปู่วร” จึงจะใช้ “ขนมเปี๊ยะ” เป็นเครื่องบูชา ถึงอาจารย์ประคองจะได้วิชาต่างๆมามากแต่ปู่วรมักจะบอกท่านเสมอว่า....ทุกอย่างสำเร็จ
ด้วย “จิต”..และ..





“คนที่เก่งจริง เก่งอย่างเดียวก็พอแล้ว ไม่ต้องไปเก่งทุกอย่าง”




ว่ากันว่า “ตามีไว้มอง แต่หัวใจต่างหากที่มีไว้เห็น”...ครับถึงชีวิตของปู่วร จะค่อนข้างขัดสนลำบาก เช่าบ้านอยู่ ต้องอาศัยหลานสาวช่วยคอยดูแล และเหลนที่ชื่อ “นายชา” ขับรถสามล้อหารายได้เลี้ยงครอบครัว..

ปู่วรท่านได้ช่วยเหลือครอบครัวโดยอาศัยวิชาไสยศาสตร์ที่ได้เล่าเรียนมา ที่ทำประจำคือ การถอนของ ถอนคุณไสย์และการตั้งศาล ถอนศาล เล่าลือกันว่าหากบ้านใดได้ปู่วรไปทำพิธีให้ละก็จะนำมาซึ่งความสงบสุข...

ในการขอเรียนวิชาครั้งนี้...อาจารย์ประคองท่านได้เทียวไปเทียวมาอยู่เกือบสามปี ปู่วร ก้อนใบ ก็ได้ถึงแก่กรรม อาจารย์ประคองท่านได้เป็นธุระจนเสร็จสิ้นที่ “วัดในสองวิหาร” จ.สมุทรปราการ

ภายหลังที่ปู่วร สิ้น ตำราต่างๆก็มีพระซึ่งไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดแอบมาเก็บไป “นายชา” ซึ่งเป็นหลานชายได้ย้ายจากบ้านเช่า นัยว่าปัจจุบันนี้ได้ไปพักอาศัยอยู่แถวๆเส้นทางสายเก่าที่จะไปจังหวัดชลบุรี....และก
็เป็นความจริงที่ว่าสิ้นสุดปู่วร ก็ไม่มีทายาทสืบต่ออีกเลยนอกจากอาจารย์ประคอง..





หลวงปู่ พิมพ์มาลัย วัดหุบมะกล่ำ ต้นตำรับแห่ง เข็มทองคนองฤทธิ์



เป็นที่ทราบกันว่าอาจารย์ประคอง ท่านเป็นลูกศิษย์ของ”หลวงปู่พิมพ์มาลัย มาลโย อดีตเจ้าอาวาสวัดหุบมะกร่ำ” ที่ได้ถ่ายทอดวิชา “เข็มทอง” ซึ่งเป็นศาสตร์ลึกลับที่เน้นในเรื่องของการภาวนา “พุทโธ” ถือว่าเป็นแนวทางของวิชานี้ (รายละเอียดผมเคยเขียนไว้แล้ว หากสนใจลองย้อนกลับไปอ่านได้ครับ)

ถึงตรงนี้..ผมขอแทรกเกร็ดไว้นิดครับ อาจารย์ประคองบอกว่าวิชา “เข็มทอง” ท่านได้ถ่ายทอดให้กับ “พระอาจารย์หนุ่ม วัดบางแวก” และ “อุณมิลิต”...







ผมจึงคิดว่าหากเพื่อนๆ ท่านใดสนใจอยากจะรู้ ”รายละเอียดที่ลึก”มากกว่านี้ให้ลองสอบถามจากทั้งสองท่านนี้จะดีกว่า

เพราะเรื่องเข็มทองเป็นวิชาที่ซับซ้อนเหลือกำลังและผมเองก็มีความรู้เพียงชั้นอนุบาล
เท่านั้น อีกอย่างวิชา “เข็มทอง” จะได้มีการขยายวงไปในแนวทางเดียวกันและถูกต้องชัดเจนน่ะครับ...

จริงๆแล้ว ครูบาอาจารย์ที่ท่านอาจารย์ประคองได้ไปขอศึกษายังมีอีกหลายท่านครับ เช่น หลวงพ่อจ่าง วัดหัวเสือ หลวงปู่เมี้ยน วัดโพธิ์กบเจา หลวงปู่เมฆ วัดลำกระดาน หลวงพ่อเนื่อง วัดจุฬามณี หลวงพ่อหยอด วัดแก้วเจริญ ฯลฯ





พระอาจารย์หนุ่ม(ลูกศิษย์อาจารย์ประคอง) วัดบางแวก



ซึ่งอาจารย์ประคอง ก็ได้เล่าให้พวกเราฟัง เพียงแต่ว่า หากผมเอามาเขียนจนครบคาดว่าผมคงจะต้อง “หมดลม” ซะก่อน...เอาแค่พอหอมปากหอมคอละกันครับ...

สภาพของสังคมในปัจจุบันทำให้คนเราต้องตั้งกติกาในชีวิต มีคำพูดที่เราเคยได้ยินอยู่บ่อยๆ “กฎมีไว้แหก กติกามีไว้ละเมิด” เรื่องดังกล่าวนี้ยังลามไปถึงไสยศาสตร์ที่มีกฎเหล็กว่า “ต้องมีศรัทธา และห้ามสงสัย” ดังนั้นข่าวคราวการลองของจึงมีขึ้นเป็นประจำ....

“วิชาต่างๆ ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เข็มทองก็ไม่ร้อย..

เรื่องนี้มันพูดยาก มีปัจจัยจากหลายสาเหตุ เหนียวไม่เหนียวมีองค์ประกอบหลายอย่าง...

หนึ่งคือผู้ทำต้องเข้มแข็ง สองคือผู้รับต้องปฏิบัติดี.....

เข็มทองมันแปลก มันพูดไม่ได้แต่มันสร้างสำนึกให้คนได้ เข็มทองจะเข้มแข็งหรือไม่อยู่ที่คน ปฏิบัติได้ก็อยู่ ปฏิบัติไม่ได้ก็ไป”

“ผมไม่เห็นด้วยกับการลอง คนที่นับถือส่วนมากแล้วเขาจะไม่ลองกัน แต่ของน่ะมีจริง..

เขาไม่ได้สร้างไว้ให้ทดลอง เขามีไว้ให้เป็นกำลังใจ

อีกอย่างการลองของต้องรู้หลัก ไม่อย่างนั้นจะทำให้ผิดพลาดได้ คนที่เขารู้จริงจึงลองแค่นิดเดียวพอเป็นสังเขป ของที่อยู่กับตัวต้องสัมพันธ์กับวาระจิต...ถ้ารวบรวมได้ก็จะมีพลังงานมาก

ผมเคยเห็นคนทดลองฟันหน้าท้องแล้วบอกไม่เข้า อันนั้นมันธรรมดา การฟันหน้าท้องมันมีตัวช่วยเยอะ แน่จริงลองฟันหัวหรือหน้าแข้งดูซิ แล้วจะรู้”(หัวเราะ)

ครับกระแสการลองของ หากเรานั่งพินิจพิจารณาแล้ว จะทำให้เรามองเห็นสิ่งที่ซ้อนเร้นอยู่ลึกๆในใจของคนไทยทุกวันนี้ ไม่มีอะไรน่าหวาดกลัวมากไปกว่าความตาย ไม่ได้กลัวตายเพราะการอดอาหารหรือไม่มีจะกิน แต่เป็นความกลัวว่าจะตายโดยสาเหตุอื่นมากกว่า...

ผมเชื่อครับ..และคิดว่าเราไม่จำเป็นต้องลองของ คำว่า “ลองของ กับลองพิสูจน์” ต่างกันนะครับ..







ลองพิสูจน์เขาทำกันแค่นิดหน่อยเอาพอรู้ แต่ลองของมักจะทำกันแบบเอาเป็นเอาตาย เป็นต้นว่าลองยิง ลองฟัน..ครูบาอาจารย์แต่โบร่ำโบราณท่านมักจะสั่งสอนลูกศิษย์ว่า การลองของทุกอย่างถือว่าเป็นการ “ดูถูกวิชา ดูถูกศรัทธา...”

คุณพระคุณเจ้ามีจริง ของขลังมีจริงและจะปรากฏผลในยามมีเหตุเภทภัยหรือเหตุจวนตัว..อาจารย์บางท่านถึงขนาดส
าปแช่งกับผู้ที่ลองของกับวัตถุมงคลที่ท่านสร้าง..

เพื่อนๆลองถามใจตัวเองดูซิครับว่าทำไปเพื่ออะไร “เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น เพิ่มความศรัทธา”เหรอครับ...สำหรับผมแล้วเชื่อว่า

“ความศรัทธาเป็นสิ่งที่เราได้มาเปล่าๆ โดยไม่ได้ขโมยใครมา..”

เอาแค่พอเหมาะ พอดีกับชีวิตเราเป็นที่ตั้งก็คงพอแล้วมังครับ...







“พระพุทธเจ้าของเราท่านโปรดเทศนาสั่งสอนโลกมาสองพันกว่าปีแล้ว.. บอกให้พวกเราต้องพึ่งตัวเอง ต้องค้นหาสัจจะแห่งชีวิตด้วยสติปัญญา..

การเคารพบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่เรื่องผิด แต่บูชาแล้วต้องหมั่นเตือนตัวเองด้วย...”

ว่ากันว่า..ระหว่างการเป็น “คนมีชื่อเสียง” กับการเป็น “คนธรรมดา” มีเส้นใยบางๆคั้นกลางอยู่ มันก็ช่างบังเอิญเสียเหลือเกินที่ “ด้ายเส้นนี้”มีอยู่ในตัวตนของอาจารย์ประคอง รุ่นเจริญ

อาจารย์ฆราวาสที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในยุคปัจจุบัน ฆราวาสผู้มีฝีมือในการสร้างวัตถุมงคลที่เข้มขลังและเชียวชาญในศาสตร์ “เข็มทอง” ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ลึกล้ำและแหวกแนว จนได้รับการยอมรับของผู้ที่มีคติความเชื่อในด้านนี้ แต่ชื่อเสียงของท่านก็มีมากพอๆกับการเป็น “คนธรรมดา” ที่เราสามารถพบเห็นทั่วไปตามท้องถนน...







ความเป็นจริงก็คือว่า..อาจารย์ประคอง ท่านชอบใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบภายในบ้านพัก ยามเสร็จจากการปฏิบัติภารกิจประจำวัน จะใช้เวลาหมดไปกับการหมั่นภาวนา เจริญสมาธิ เพราะเรื่องเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมสร้างความแข็งแรงของ “จิต” และเป็นหลักสำคัญยิ่งของศาสตร์สายเข็มทอง..

คนในละแวกซอยตากสิน ไม่มีใครรู้เลยว่าชายชราท่านนี้คืออาจารย์ไสยศาสตร์ที่มีชื่อ แต่เมื่อไหร่ที่ท่านไปอยู่ในเขต”ซอยพาณิชย์ธนฯ หรือวัดบางแวก” เราจะได้ยินคำว่ากล่าวทักทายจากชาวบ้านทุกหลังและการกล่าวถึงท่านในฐานะ “อาจารย์”







โลกเปลี่ยนไปมากแต่ก็ยังคงหมุนรอบตัวเองอยู่ทุกวัน..ก่อนพวกเราและอาจารย์ประคองจะแย
กย้ายกันกลับบ้านเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ของแต่ละคน ในฐานะ “พี่ชาย” ของตระกูลรุ่นเจริญ ฐานะ “เฮียกวง” ของชาวรามคำแหง หรือผมในฐานะ “เด็กติดตาม”....สิ่งที่อาจารย์ประคองตอกย้ำกับพวกเราก็คือ...

“ของทุกอย่างไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ให้เชื่อมั่นในตนเอง หมั่นบูชาในพระรัตนตรัย เคารพในครูบาอาจารย์..

ใช้วิจารณญาณ พิจารณาเรื่องต่างๆอย่างมีสติให้รอบคอบ..

เพราะเรื่องไสยศาสตร์ ถึงจะไม่แน่นอน แต่มีจริงและหากไม่มีประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัว มันเชื่อยาก....”

ครับ..”ศรัทธา..นั้นอยู่ที่ใจ ไม่ได้อยู่ที่เหนียวหรือไม่เหนียว ถูกหรือแพง ผลอยู่ที่เหตุ.....ลองว่าถึงขนาดต้องเอาการลองของมาพิสูจน์ความมีศรัทธาซะแล้ว... ก็ไม่รู้ว่าจะไปเอาสติปัญญาที่ไหนมาแก้ปัญหาที่มันยากกว่าเรื่องนี้อีกหลายเท่า...”.
..สวัสดีครับ



ขอขอบพระคุณข้อมูลดีๆ

จากคุณ ศิษย์กวง




ขอเชิญร่วมงานบูชาครูศิษย์เข็มทอง ณ.วัดบางแวก วันอาทิตย์ที่ ๒๑ สิงหาคม ๒๕๕๔



เวลา ๐๗.๒๙ น. อ่านโองการบวงสรวงเทพยดา ท้าวมหาราชทั้ง๔
เวลา ๐๙.๐๐ น.ร่วมถวายผ้าป่าสามัคคีฯ
เวลา ๐๙.๑๙ น.อ่านโองการสรรเสริญคุณครูบูรพาจารย์
เวลา ๑๐.๒๙ น. ครอบเศียรพ่อแก่
เวลา ๑๒.๐๐ น. เริ่มพิธีฝังเข็มทองคะนองฤทธิ์ ๑๐๘ ชุด (เศก๑ปี)
ฝังตระกรุดมอญสารพัดดี (น13+) ๑๐๘ ดอกตำรับปู่วร ก้อนใบ
ฝังตระกรุดดรุณีใจอ่อน (น18+) ๑๐๘ ดอกตำรับหลวงพ่อไสว วัดปรีดาราม
ฝังตระกรุดร้อนเยาวมาลย์(น20+) ๑๐๘ ดอกตำรับเสด็จในกรมฯ
หลวงปู่ธีร์ สุวณฺโณ วัดจันทราวาส หลวงพ่ออภิญญา คณุตฺตโม วัดบางพระ อาจารย์ประคอง รุ่นเจริญ
เมตตาปรกในพิธี ครอบเศียรพ่อแก่ ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ดอกพิกุล พร้อมทั้งแจกวัตถุมงคลที่ระลึก
แก่ทุกท่านที่มาร่วมงาน บูชาพานครูร่วมพิธี ๙๙ บาท ลงชื่อร่วมฝังเข็มทองชุดละ ๕๐๐ บาท ตระกรุดทองคำ
ดอกละ ๕๐๐ บาท(ทุกชนิด) อ.ประคอง รุ่นเจริญ แจกตระกรุดมหาเสน่ห์มอญ (จารมือ) แก่ผู้ที่ร่วม
ทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีฯ รับบัตรคิวทุกรายการตั้งแต่เวลา ๐๖.๐๐ น เฉพาะวันงานเท่านั้น



--------------------
Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 




บทพิสูจน์ความลี้ลับของวิชาเข็มทอง

watnongmuang.com

Lo-Fi Version ขณะนี้เวลา : 21st October 2019 - 05:46 AM