ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )


watnongmuang.com

FAN PAGE!!

 
Reply to this topicStart new topic
> พระฤษี บรมครูแห่งไสยเวทย์, บรรดาฤาษีผู้สำเร็จที่ปรากฏในคำไหว้ครู ไทยนั้นมีหลายท่านแต่ที่ปรากฏเสมอ
Witwatarun
โพสต์ Sep 11 2011, 10:59 AM
โพสต์ #1


Advanced Member
***

กลุ่ม : Root Admin
โพสต์ : 1,203
เป็นสมาชิกเมื่อ : 29-June 07
หมายเลขสมาชิก : 3



พระฤษี บรมครูแห่งไสยเวทย์


ศาสตร์ทั้งหลายบนโลกนี้แบ่งแยกได้เป็น 2 ศาสตร์ใหญ่ๆคือ
1 พุทธศาสตร์ หมายถึง ศาสตร์แห่งการตื่น เปรียบได้กับความรู้หรือความเข้าใจและ การกระทำต่างๆ ที่สามารถแสดงและพิสูจน์ให้ผู้อื่นรู้จริงเห็นแจ้งชัดสามารถแสดงให้ผู้อื่นรับรู้และ
เข้าใจได้ทุกขั้นตอนอย่างเป็นหลักการ เช่น วิทยาศาสตร์ หรือ วิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น
2 ไสยศาสตร์ หมายถึง ศาสตร์แห่งการหลับ เปรียบได้กับความรู้หรือความเข้าใจและ การกระทำต่างๆ ที่ไม่สามารถพิสูจน์ให้ผู้อื่นรับรู้และเข้าใจได้อย่างเป็นหลักการทุกขั้นตอน แต่สามารถให้ผลลัพธ์ ให้คุณ แสดงผล และแสดงคุณของไสยศาสตร์ได้ตามความต้องการของผู้กระทำได้ และแม้ว่าไสยศาสตร์ จะหมายถึงการ หลับใหล ก็ตามแต่ก็ หมายความว่าเป็นเพียงการหลับของร่างกายสังขารเท่านั้น โดยนัยยะ จริงๆก็คือเป็นการหลับเพียงร่างกายเท่านั้นแต่ “จิต” เป็นผู้ กระทำนั่นเอง ดังนั้น ไสยศาสตร์ จึงสรุปได้ว่า คือการกระทำให้สำเร็จได้ด้วยจิตโดยไม่สามารถพิสูจน์หรือแสดงขั้นตอนการกระทำหรือชี้แ
จงหลักการของ
ความเป็นไปของการกระทำได้นั่นเอง(ยกตัวอย่างเช่น การฝังรูปฝังรอย ที่ใช้วิธีนำเอาดินมาปั้นเป็นรูปคน สองคน แล้วนำมามัดเข้าด้วยกันเพื่อให้รักกันนั้นหากมองในทางไสยศาสตร์ก็คือวิชชาเสน่ห์ประเ
ภทหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ยอมรับและใช้ได้ผลกันมานานนับร้อยๆปีแต่หากมองในแง่พุทธศาสตร์แล้วกลายเป
็นเรื่อง
ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้เลยว่าการที่นำดินสองกองมาปั้นเป็นรูปคนแล้วนำมาผูกกันจะเกี่
ยวข้องอะไร
กับการที่จะให้คนสองคนนั้นมารักกันได้ เป็นต้น)

ไสยศาสตร์ยังแบ่งออกเป็นอีก 2 สาย คือ

1 ไสยวิชชา หมายถึงวิชาหรือพิธี,วิธี ที่ได้รับการสั่งสอน อบรมสั่งสอนหรือมอบให้ (บางคนเรียกว่าครอบให้)ต่อๆกันมาแบ่งออกเป็น
1.1 วิชชาไสยขาว โดยทั่วไปหลักการของวิชชาไสยขาวจะต้องมีหลักการหรือหัวใจสำคัญคือ ต้องใช้ไปในทางช่วยเหลือผู้อื่นเท่านั้น
1.2 วิชชาไสยดำ หลักการโดยทั่วไปของวิชชาไสยดำจะแตกต่างจากวิชชาไสยขาวโดยสิ้นเชิง คือมุ่งเน้นสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นเป็นหลักสำคัญโดยไม่ต้องมีแรงจูงใจหรือห
ลักการใดๆทั้งสิ้น (ยิ่งมีผู้เดือดร้อนกับการกระทำของผู้เรียนวิชชาไสยดำมากเท่าไหร่พลังของผู้ที่ศึกษา
ของวิชชานี้ก็จะยิ่งแกร่งและแก่กล้าขึ้นมากเท่านั้น)
2 ไสยอวิชชา หมายถึงวิชาหรือพิธี,วิธี ที่คิดค้นขึ้นเองโดย ผู้ทำพิธี ซึ่งต้องอาศัยอำนาจของสิ่งที่ มีพลัง มีฤทธิ์ มีอาถรรพ์ นำมาเป็นปัจจัยหลัก

(ในบางกรณีมักมีการ กล่าวอ้างว่าไสยศาสตร์ คือเดียรฉานวิชานั้น เป็นความเข้าใจที่ผิดๆ เพราะคำว่าเดียรฉานแปลว่าสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังขนานกับพื้นซึ่งตรงข้ามกับคำว่านิร
ฉาน ซึ่งหมายถึงสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังตั้งฉากกับพื้น คำว่าเดียรฉานวิชาจึงอาจหมายถึงการด่าหรือต่อว่า ประณาม หยามเหยียดซะมากกว่า)


ครูบา อาจารย์ ไสยศาสตร์ คือผู้สั่งสอนและถ่ายทอดวิชชาไสยศาสตร์ให้สืบต่อตกทอดมารุ่นแล้วรุ่นเล่า หรือ อาจหมายถึงสิ่งอันทรงอานุภาพ ทรงศักดิ์ ทรงฤทธิ์ มีอำนาจในการประทานอำนาจ เพื่อให้ผู้ที่ประกอบพิธีสามารถทำพิธีได้สำเร็จก็ได้

ครูบา อาจารย์ไสยศาสตร์ที่สำคัญๆมีหลายพระองค์ดังจะยกตัวอย่างพอสังเขปดังนี้คือ

ตำนานพระฤษีที่ปรากฎอยู่ในบทไหว้ครู

บรรดาฤาษีผู้สำเร็จที่ปรากฏในคำไหว้ครู ไทยนั้นมีหลายท่านแต่ที่ปรากฏเสมอๆมีอยู่สามตนคือ พระฤาษีนารอด พระฤาษีตาวัวและพระฤาษีตาไฟ ซึ่งทั้งสามท่านนี้จะเป็นที่รู้จักกันทั่วไปมาแต่โบราณ มีหลักฐานปรากฏในลานเงินลานทองที่ประจุไว้พร้อมพระพิมพ์โบราณที่กล่าวว่า “ตำบลเมืองพิษณุโลก เมืองกำแพงเพชร เมืองพิไชยสงคราม เมืองพิจิตร เมืองสุพรรณ ว่ายังมีฤาษี ๑๑ ตน ฤาษีเป็นใหญ่ ๓ ตนๆ หนึ่งฤาษี พิลาไลย ตนหนึ่งฤาษีตาไฟ ตนหนึ่งฤาษีตาวัว เป็นประธานแก่ฤาษีทั้งหลาย จึงปรึกษากันว่า เราท่านทั้งหลายนี้จะเอาอันใดให้แก่ พระยาศรีธรรมาโศกราช ฤาษีทั้งสามจึงว่า เราจะทำด้วยฤทธิ์ ทำด้วยเครื่องประดิษฐานเงินทองไว้ฉะนี้ ฉลองพระองค์ จึงทำเมฆพัตร อุทุมพร เป็นมฤตย์พิศม์ อายุวัฒนะ พระฤาษีประดิษฐานไว้ในถ้ำเหวใหญ่น้อยเป็นอานุภาพแก่มนุษย์ทั้งหลายสมณชีพราหมณ์เจ้าไ
ปถ้วน ๕๐๐๐ พรรษา ฤาษีองค์หนึ่งจึงว่าแก่ฤาษีทั้งปวงท่านจงไปเอาว่านอันมีฤทธิ์ เอามาสัก ๑๐๐๐ เก็บเอาเกษรไม้อันวิเศษ ที่มีกฤษณาเป็นอาทิ ให้ได้พัน ครั้นเสร็จแล้ว ฤาษีจึงป่าวร้องเทวดา ทั้งปวงให้ช่วยกันบดยา ทำเป็นพระพิมพ์ ไว้สถานหนึ่ง เมฆพัทรสถานหนึ่ง ฤาษีทั้งสามองค์ นั้นจึงบังคับฤาษีทั้งปวง ให้เอาว่านทำเป็นผง เป็นก้อน ประดิษฐานด้วยมนต์คาถาทั้งปวง ให้ประสิทธิคุณทุกอัน จึงให้ฤาษีทั้งนั้นเอาเกสร และว่าน มาประสมกันดีเป็นพระให้ประสิทธิแล้ว ด้วยเนาวหรคุณ ประดิษฐานไว้บนเจดีย์อันหนึ่งถ้าผู้ใดให้ถวายพระพรแล้วจึงเอาไว้ใช้ตามอานุภาพเถิด ให้ระลึกคุณฤาษีที่ทำไว้นั้นเถิด” ซึ่งข้อความตามลานทองจารึกการสร้างพระพิมพ์ อย่างเมืองกำแพงเพชร เมืองสุพรรณบุรีที่มีนัยทำนองนี้เป็นการแสดงความเชื่อถือคุณพระฤาษีโดยเฉพาะ ประธานฤาษีทั้งสามองค์นั้นอย่างได้อย่างดี

พระฤษีตาไฟ ผู้สำเร็จวิชากสิณไฟ
สำหรับประวัติพระฤาษีตาไฟนั้นพอจะรวบรวมได้ว่าท่านมีความสัมพันธ์กับพระฤาษีตาวัวมีเ
รื่องเล่าดังนี้ว่า ฤาษีตาวัวเดิมท่านเป็นสงฆ์ ตาบอดทั้งสองข้างแต่ชอบเล่นแร่แปรธาตุ จนสามารถทำปรอทแข็งได้ แต่ยังไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์อันใดคราวหนึ่งท่านไปถาน(ส้วม)แล้วเผอิญทำปรอทสำเร็จต
กที่จะหยิบเอาก็มิได้ด้วยตามองไม่เห็น จึงเงียบไม่บอกใคร เลยแกล้งบอกให้ศิษย์ไปหาที่ถานว่าหากเห็นเรืองแสงเป็นสิ่งใดให้เก็บมาให้ ครั้นศิษย์กลั้นใจทำตามท่านดีใจนัก ได้ปรอทมา ก็ล้างให้สะอาดแล้วใส่โถน้ำผึ้ง เอาไว้ฉันเป็นยาไม่เอาติดตัวอีกเพราะเกรงหาย ต่อมาท่านรำพึงว่า เราจะมัวมานั่งตาบอดไปใย มีของดีวิเศษอยู่(ปรอทสำเร็จ) จึงให้ศิษย์ไปหาคนตายใหม่ๆ เพื่อควักลูกตาแต่ศิษย์หาศพคนตายไม่ได้ได้แต่พบวัวนอนตายอยู่เห็นเข้าทีดีจึงควักลูก
ตาวัวมาแทนท่านจึงเอาปรอทแช่น้ำผึ้งมาคลึงที่ตา แล้วควักตาบอดออกเสีย เอาตาวัวใส่แทน แล้วเอาปรอทคลึงที่หนังตาด้วยฤทธิ์ปรอทสำเร็จไม่ช้าตาท่านที่บอดก็เห็นดีดังธรรมดา หลวงตาท่านนั้นจึงสึกจากพระมาถือบวชเป็นฤาษี และเรียกฤาษีตาวัวมาแต่บัดนั้นส่วนพระฤาษีตาไฟนั้นพยายามค้นเรื่องราวก็ไม่พบว่าท่าน
เป็นใครและทำไมถึงเรียกว่า “ตาไฟ” ซึ่งบางท่านให้คติว่า ท่านคงบำเพ็ญจนสำเร็จกสิณไฟและบางคนเลย ไปถึงว่าท่านเป็นภาคหนึ่งของพระศิวะเทพเจ้าสามตาของอินเดียที่พอลืมตาที่สามก็เกิดไฟ
ประลัยกัปล์ การสร้างรูปท่านฤาษีตาไฟก็เลยทำเป็นสามตา โดยตาที่สามนั้นมีเคล็ดว่า ต้องทำตาหลับห้ามเปิดตาที่สาม มิฉะนั้นผู้ใดมีไว้บ้านเรือนจะไม่เป็นสุขด้วยอานุภาพตาไฟที่ลืมแล้วนั่นเอง
เรื่องเล่าท่านฤาษีตาไฟ ก็มีอยู่บ้างในตำนานเมืองศรีเทพที่ท่านโดนลูกศิษย์หักหลัง กล่าวคือ ท่านเล่าให้ลูกศิษย์ฟังถึงบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่บ่อหนึ่งใครอาบก็ตาย บ่อหนึ่งคนตายอาบก็กลับเป็น ศิษย์นั้นไม่เชื่อ แล้วขอให้ท่านอาบให้ดูโดยสัญญาว่า เมื่อท่านอาบน้ำบ่อตายแล้วศิษย์จะจะนำน้ำบ่อเป็นมารดท่านให้กลับฟื้นแต่พอเอาเข้าจริ
งท่านตายไปเพราะอาบน้ำบ่อตายศิษย์เนรคุณก็หนีไป ต่อมาท่านฤาษีตาวัวที่เป็นเพื่อนกันมาเยี่ยมเพราะไปมาหาสู่กันเสมอ เห็นท่านตาไฟหายไปก็ผิดสังเกตุ จึงออกตามหา พบบ่อน้ำตายนั้นเดือดก็รู้ว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้น เมื่อพบร่างท่านฤาษีตาไฟ จึงนำน้ำบ่อเป็นมารด ท่านตาไฟจึงฟื้นขึ้นมาเล่าเรื่องศิษย์เนรคุณให้ฟังและท่านตั้งใจจะแก้แค้นศิษย์ลูกเจ
้าเมืองที่ทรยศนั้น โดยท่านเนรมิตรวัวพยนต์ เอาพิษร้ายประจุไว้ แล้วปล่อยวัวพยนต์นั้นไป วิ่งรอบเมืองทั้งกลางวัวกลางคืน แต่เข้าเมืองไม่ได้เพราะศิษย์เจ้ากรรมนั้นปิดประตูเมืองไว้ พอวันที่เจ็ดวัวพยนต์ได้หายไป ชาวเมืองคิดว่าปลอดภัยจึงเปิดประตูเมืองวัวพยนต์คอยทีอยู่ปรากฏตัวขึ้นแล้ววิ่งเข้าใ
นเมือง ระเบิดท้องตัวเองปล่อยพิษร้ายทำลายเมืองและผู้คนวอดวายไปสิ้น นับแต่นั้นมาเมืองนั้นที่ชื่อ“ศรีเทพ” ก็ร้างมาจนบัดนี้ อันนี้เป็นเรื่องเล่าที่ดูว่าท่านฤาษีตาไฟนี่คงดุไม่เบาเหมือนกัน ในทางการศึกษาเรื่องเวทมนต์อิทธิฤทธิ์นั้นต้องนับถือฤาษีตาไฟเป็นสำคัญ

พระฤษีตาวัว ผู้สำเร็จวิชาเล่นแร่แปรธาตุ
ฤาษีตาวัว หรืออีกชื่อหนึ่งคือฤาษีหน้าวัว พระนามที่จริงคือ พระนนทิ (พระ-นน-ทิ) นั่นเอง เป็นฤาษีในชั้นเทพ เป็นบริวารองค์สำคัญและยังเป็นพระราชพาหนะของ (องค์พระสดาศิวะมหาเทพ) เป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องดนตรี การร้อง ฟ้อน รำ เต้น มีศิลปะในการพูดจา เจรจาได้น่าฟังเป็นที่น่าเชื่อถือและเป็นที่ยกย่อง อีกทั้งเป็นที่รักใคร่ของผู้อื่น มีเสน่ห์ ดึงดูดใจเพศหญิงเป็นอย่างดีในภาคนี้มีรูปร่างเป็นมนุษย์ นุ่งห่มหนังเสือดาวสีเหลือง ศีรษะ เป็นวัวหนุ่ม สีขาว สวมประคำหินสีดำ
สำหรับพระองค์นี้ก็เป็นเทวดาที่รูปหล่อ แต่มีความสำคัญในวงการศิลปินเกี่ยวข้องกับการเป็นครูบาอาจารย์ เช่นเดียวกับพระฤษีที่มวลมนุษย์เราได้มีจิตผูกพัน และทำการเคารพกราบไหว้บูชาเพราะถือว่าท่านก็เป็นผู้หนึ่งที่มีพระคุณกับนักแสดง และนักดนตรีไม่น้อยเลยทีเดียว ก็เพราะวิชาการแสดงและดนตรีไทยนั้นท่านก็ได้ถ่ายทอดหลักวิชาในตำแหน่งหนัาที่ของท่าน
ที่มีความชำนาญ
ในด้านการแสดงและร้องรำทำเพลงตลอดจนกระทั่งหน้าทับตะโพน และไม้กลองในเพลงต่างๆที่มีลีลาในทำนองเพลงแต่ละเพลงไม่เหมือนกัน นั่นแหละเป็นวิชาการของท่านทั้งนั้นสำหรับประวัติที่สำคัญของพระนนทินี้ ท่านเป็นนักตีหน้าหนัง เช่น กลองตะโพน กลองแขก(กลองคู่ หรือ กลองมลายู) และประเภทเครื่องกลองที่ขึงด้วยหนังทั่วๆไปทุกชนิดท่านมีลีลาและฝีมือดีตีเก่งมากทีเ
ดียว รับรองว่าใครๆที่ว่าเก่งก็ยังสู้ท่านไม่ได้ และท่านก็ยังเก่งในเรื่องบทกลอนและทำนองเพลงอีกด้วยตีไปร้องไปในขณะเดียวกันได้อย่าง
ทะมัดทะแมงและแคล่วคล่องว่องไว ด้วยความชำนาญอย่างเห็นได้ชัด
ท่านมีหน้าที่เป็นนักดนตรีประจำพระองค์ขององค์พระอิศวรผู้เป็นเจ้าสวรรค์ ไม่ว่าจะมีงานใดๆ ในสวรรค์ท่านก็จะต้องได้รับเชิญให้ขึ้นไปทำหน้าที่บรรเลง และแสดงทุกครั้งที่ชาวสวรรค์ได้จัดขึ้นมาในทุกๆชั้น ไม่ว่าจะเป็นสวรรค์ชั้นใดๆ ก็จะต้องไปทั้งนั้นกิตติศัพท์และเกียรติคุณของท่านโด่งดังและขจรขจายไปไกลแสนไกลไม่ว
่าจะเป็น เทวโลกพรหมโลก หรือโลกมนุษย์ ก็ย่อมจะต้องรู้จักพระนนทิกันได้ดี และยังมีหน้าที่อีกอย่างหนึ่งในขณะที่พระอิศวรเสด็จไปไหนๆ พระนนทิผู้นี้ ก็จะต้องแปลงกายเป็นโคเผือก คือ โคอุศุภราช หรือ อุศุราราย์ ในทุกๆครั้ง เพื่อเป็นพาหนะทรงสำหรับประจำพระองค์ของพระอิศวรสำหรับนักดนตรีหรือนักแสดง ก็ควารที่จะหมั่นกราบไหว้บูชาและระลึกถึงในฐานะที่ท่านเป็นครูผู้แรกเริ่มถ่ายทอดวิช
ามาให้พวกเรา..อีกผู้หนึ่ง....


พระฤษีเพชรฉลูกรรณ เทพฤษีผู้ทรงอิทธิฤทธิ์
ท่านเป็นอีกผู้หนึ่งที่มีฤทธาศักดานุภาพมาก และมีบารมีสูงส่งเพียบพร้อมไปด้วยเมตตาธรรมเป็น
ที่รักของมวลมนุษย์ทั่วไป นอกจากนั้นท่านยังมีความสามารถในการร่ายรำและในการแสดงต่างๆ เป็น
อย่างดีตลอดจนในด้านดีดสีตีเป่าท่านก็มีความเชี่ยวชาญ มีความดีเด่นเป็นหนึ่งตลอดมามิใช่เพียงแค่
แสดงหากท่านยังได้ประดิษฐ์คิดท่าทางในลีลาของ การร่ายรำและการแสดงต่างๆ ตลอดจนกระทั่งทำ
นองเพลงในการดีดสีตีเป่าท่านก็คิดขึ้นมาทำเป็นตำราเอาไว้เพื่อที่จะได้ถ่ายทอดไว้ให้
พวกเราได้ศึก
ษา แล้วเก็บเป็นสมบัติติดตัวเพื่อเป็นเครื่องมือ ในการทำมาหากินสืบไป
พระฤษีเพชรฉลูกัณฑ์ ท่านมีความสามารถในด้านทางศิลปินมากอีกพระองค์หนึ่ง...


พระฤษีนารอดหรือพระปรคนธรรพ ดุริยะเทพที่ประทานความสำเร็จ เสน่ห์เมตตามหานิยม
ฤๅษีนารท หรือ ฤๅษีนารอด

พระนารท หรือ พระนารอด หรือ พระนาระทะ แล้วแต่จะเรียก
เป็น1 ใน พระประชาบดี (เทวฤษีที่เป็นพระผู้สร้าง) ๑๐ องค์ คือ เป็นผู้ประดิษฐ์ "วีณา" -- พิณน้ำเต้า
พระฤๅษีนารทบำเพ็ญพรตอยู่เชิงเขาโสฬส นอกเมืองลงกา เมื่อคราวหนุมานไปถวายแหวนแก่นางสีดาได้เหาะเลยเมืองลงกาเพราะไม่รู้จักทาง ไปพบกันเข้าจึงเกิดการประลองฤทธิ์กัน แต่หนุมานเกิดพ่ายแพ้ต่อฤทธิ์พระฤๅษีจึงยอมอ่อนน้อม และเมื่อคราวหนุมานไปเผากรุงลงกาไฟที่ติดหางหนุมานจะดับอย่างไรก็ไม่สามารถดับได้ หนุมานจึงไปหาพระฤๅษีนารทให้ช่วยดับไฟให้
พระฤาษีนารอด เป็นครูของฤาษีทั้งปวง ทรงกำเนิดจากเศียรที่ ๕ ของพระพรมธาดา ทรงเพศเป็นฤาษี พระฤาษีนารอดถือว่าเป็นฤาษีองค์แรกของไตรภูมิ ไม่ว่าจะมีการบูชาสิ่งใด หากไม่มีการเชิญท่านแล้ว พิธีกรรมนั้นมักไม่สมบูรณ์
รูปลักษณ์ของท่านที่สร้างเป็นหัวโขน(ศรีษะครู)สำหรับบูชาเป็นรูปหน้าพระฤาษีหน้าปิดท
อง สวมลอมพอกฤาษี มี(กระดาษ)ทำเป็นผ้าพับเป็นชั้นลดหลั่นกันไป เสียบอยู่กลางลอมพอก
พระฤษีนารอด ท่านเป็นหมอยาที่มีคาถาอาคมเก่งกล้า ทั้งยังเป็นอาจารย์รดน้ำมนต์ที่เก่งที่สุดอีกด้วยท่านมีบารมีมาก ปวงชนทั่วไปก็มักจะรู้จักพระนามของท่านแทบทั้งนั้น รูปร่างหน้าตาของท่านก็ยังมีหนวดเครายาวลงมาจากคางถึงในระหว่างอกมือถือดอกบัว ตรงด้านหน้ามีบาตรน้ำมนตร์ตั้งอยู่เป็นประจำ เก่งในทางรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ชงัดนักแล ถ้าหากผู้ใดมีความทุกข์ที่เกี่ยวกับการเจ็บไข้ได้ป่วย ก็จงบนบานศาลกล่าวกับท่านดูแล้วท่านก็จะต้องเมตตาเสด็จลงมาปัดเป่ารักษาให้โรคภัยนั้
นหายไปในเร็ววันมักจะมีคนพูดกันทั่วไปว่า พระฤษีนารอดเป็นพี่ชายของ พระฤษีนารายณ์แต่บำเพ็ญพรตกันอยู่คนละแห่ง นานๆจึงจะได้พบกันสักครั้งหนึ่ง แต่เรื่องนี้มีความคลาดเคลื่อนอยู่ ที่จริงแล้วผู้ที่เป็นน้องชายของพระฤษีนารอดก็คือ พระฤษีนาเรศร์ มิใช่พระฤษีนารายณ์ ที่ถูกต้องก็คือ พระฤษีนาเรศร์ นี่แหละที่เป็นน้องชายแท้ๆของ พระฤษีนารอด และก็ได้บำเพ็ญตบะอย่างมุ่งมั่นอยู่กันคนละแห่ง สำหรับพระฤษีนาเรศร์นี้ ท่านเก่งในคาถาอาคมศักดิ์สิทธิ์มีเวทมนตร์ขลังเป็นที่สุด ชอบสันโดษบำเพ็ญพรตอยู่แต่ในป่าลึกๆ ไม่ค่อยชอบสมาคมกับใครเท่าใดนัก แม้แต่พี่น้องกันแท้ๆ ยังนานๆได้พบกันที พอพบกันก็จะดีใจถึงกับกอดกันแน่นด้วยความปลื้มปิติยินดีท่านที่กราบไหว้บูชาพระฤษีสอ
งองค์พี่น้องก็จะเป็นมงคลอันสูง ท่านก็จะได้แผ่บารมีแห่งความเมตตามายังท่าน มาป้องปัดบำบัดรักษา และคุ้ม
ครองมิให้โรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียนตลอดกาล....

พระฤษีนารอดสวมเทริดฤษี ยอดบายศรีลายหนังเสือ เป็นพระฤษีที่บำเพ็ญพรตอยู่ที่เชิงเขาโสฬสนอกกรุงลงกา เมื่อครั้งหนุมานไปถวายแหวนนางสีดา เหาะเลยกรุงลงกาไปจึงไปพบพระฤษีนารอด(ฤษีนารท) โดยบังเอิญ แล้วต่อสู้กัน หนุมานแพ้จึงยอมอ่อนน้อมให้พระฤษี และเมื่อครั้งหนุมานเผากรุงลงกาไฟที่ติดหางดับไม่ได้ พระฤษีนารอดจึงดับให้....
สิ่งที่เกี่ยวกับพระฤาษีนารอด เพิ่มเติม
พระรอดเป็นพระเครื่องราง ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้พระสมเด็จฯ และพระนางพญา ได้ถูกขนานนามว่าเป็น " เทวีแห่งนิรันตราย " ทั้งได้แสดงคุณวิเศษทางแคล้วคลาดเป็นที่ประจักษ์มาแล้วมากมาย ตามตำนานกล่าวว่า "พระนารทฤาษี" เป็นผู้สร้างพระพิมพ์นี้ขึ้น จึงเรียกพระพิมพ์นี้ว่า "พระนารท" หรือ "พระนารอด" ครั้นต่อมานานเข้ามีผู้เรียกและผู้เขียนเพี้ยนไปเป็น "พระรอท" และในที่สุด ก็เป็น"พระรอด" อีกทั้งเหมาะกับภาษาไทยที่แปลว่า รอดพ้น จึงนิยมเรียกพระพิมพ์เครื่องรางชนิดนี้ว่า พระรอด เรื่อยมาโดย ไม่มีผู้ใดขัดแย้ง พระรอดพบในอุโมงค์ใต้เจดีย์ใหญ่วัดมหาวัน หรือที่เรียกว่า มหาวนาราม ณ จังหวัดลำพูน ซึ่งปรากฏอยู่ถึงจนปัจจุบันนี้ อนึ่ง วัดมหาวันเป็นวัดโบราณของมอญลานนาในยุคทวาราวดี ขณะที่พระเจ้าเม็งรายยกทัพมาขับไล่พวกมอญออกไปราว พ.ศ.1740 นั้น ก็พบว่าวัดนี้เป็นโบราณสถานอยู่ก่อนแล้ว ฉะนั้นจึงไม่น่ามีปัญหาใดเลยว่า พระรอดนี้ควรมีอายุ เกินกว่าพันปีเป็นแน่ แต่เพิ่งมาพบเมื่อประมาณ 50 ปีมานี่เอง

ปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ หมายความว่า ศาสนาพุทธล่วงเลยมาแล้วถึง ๒๕๕๐ ปี นับว่าเป็นศาสนาที่เก่าแก่และมั่นคงมาก แม้ว่าเวลาที่ผ่านมาจะมีเหตุการณ์ต่างๆผันแปรทำให้ศาสนาพุทธสึกกร่อนลงไปบ้างแต่ปัจุ
บัน
ศาสนาพุทธก็ยังเป็นศาสนาหนึ่งที่มีผู้คนนับถือมากมายและกระจายไปทั่วทุกมุมโลกก่อนศา
สนา
พุทธยังมีศาสนาและลัทธิต่างๆอีกมากมายเช่น ศาสนาพราหมณ์ เป็นต้น
ปัจจุบันศาสนาพุทธกับศาสนาพราหมณ์ใกล้ชิดสนิทสนมจนแทบจะกลืนเป็นเนื้อเดียวกันเมื่อม

พิธีทางศาสนาพุทธ ก็จะต้องมีพิธีทางศาสนาพราหมณ์ร่วมด้วยทุกครั้งเพราะคน ไทยเราเก่งในการผนวก พระฤษีเป็นคำเรียกขานของคนที่บำเพ็ญเพียรด้วยความอุตสาหะ เป็นความเชื่อของคนว่าต้องการจะหลุดพ้นจากความทุกข์บ้าง ก็ต้องการที่จะสร้างฤทธิ์สร้างบารมี จึงเกิดมีลัทธิมีการตั้งตัวเป็นอาจารย์สอนศิษย์ให้ประพฤติปฏิบัติตามหลักการ ที่วางไว้พระฤษี เป็นคำที่เรียกคนที่มีพลังจิตเด็ดเดี่ยวมุ่งปฏิบัติจนประสบผลสำเร็จในอย่าง ใดอย่างหนึ่ง หรือหลายๆอย่าง เช่นสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ มีวาจาสิทธิ์ และอีก มากมายบางท่านก็เก่งเรื่องยาสมุนไพรเช่น ปู่ชีวกโกมารภ้ทรซึ่งเป็นแพทย์ประจำพระองค์ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็รวมเรียกท่านอยู่ในกลุ่มของฤษีเช่นกัน พระฤษีจัดคัดแยกเอาไว้ ๔ ชั้นหรือ ๔ จำพวก คือ
ชั้นที่ ๑ เรียกว่า ราชรรษี แปลว่า เจ้าฤษีชั้นนี้จะมีความเป็นอยู่ตามพื้นธรรมชาติคือมีความปกติเป็นพื้นฐานเพียงแต่มีค
วามริเริ่ม
และความพยายามที่จะบำเพ็ญเพียรในเบื้องต้นและปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
ชั้นที่ ๒ เรียกว่า พรหมรรษี แปลว่า พรพรหมฤษี เมื่อปฏิบัติเพียงพอกับความต้องการ ในเบื้องต้นแล้ว จึงได้ไปบังเกิดเป็น พระพรหม
ชั้นที่ ๓ เรียกว่า เทวรรษี แปลว่า เทพฤษี ผู้ที่ปฏิบัติอย่างมุงมั่นด้วยตบะ จึงมีบารมีมาก พร้อมทั้งมีอิทธฤทธิ์และมีอำนาจมหาศาล
ชั้นที่ ๔ เรียกว่า มหรรษี แปลว่า มหาฤษีชั้นนี้นอกจากมีอิทธิฤทธิ์ที่เกิดจากบารมีแล้ว ยังมีภูมิปัญญามากมีอาคมแก่กล้าเป็นที่สุด
เมื่อนำเอามาเปรียบเทียบกันแล้วจะเห็นชัดเจนว่าทั้ง ๔ชั้นมีความสามรถไม่เหมือนกัน หรือไม่เท่ากัน แล้วแต่การปฏิบัติของแต่ละตนผู้ใดมีความมุ่งมั่นหมั่นเพียรและตั้งใจปฏิบัติ ทำ ได้เท่าใดผลก็จะส่งบุญก็จะบันดาล ให้ไปถึงขั้นนั้นๆ พระฤษีที่ปรากฏในวรรณคดีมีอยู่หลายท่านโดยมากมักเป็นฤษีที่ละจากเรื่องทางโลกมุ่งสู่
การ
บำเพ็ญบารมีเป็นที่นับถือแก่มนุษย์และเทพเทวดาทั่วไปยิ่งบำเพ็ญบารมีมากเท่าไรก็มีอำ
นาจ
วิเศษตามบารมีที่สั่งสมมามากขึ้นเท่านั้น ฤษีตามรากศัพย์ดูเหมือนจะแปลกันว่า เป็นผู้มี ปัญญาอันได้มาจาก พระเป็นเจ้าตามพจนานุกรมฉบับมติชนปี ๒๕๔๗ ว่า ฤษี(รือ-สี) ผู้สละบ้านเรือนออกบำเพ็ญพรต ส่วนฤษีที่ปรากฎชื่อใน ทศฤาษี หรือที่เรียกกันว่าเป็น พระประชาบดี นั้นในมานวธรรม ศาสตร์กล่าวว่ามี ๑๐ ตน คือ
๑.มรีจิ ๒.อัตริ ๓.อังคีรส ๔.ปุลัสยตะ ๕.ปุลหะ ๖.กรตุ ๗.วสิษฐ ๘.ประเจตัส หรือ ทักษะ ๙.ภฤคุ ๑๐.นารท
ต่อจากนี้จะเป็นการลำดับรายชื่อย่อๆ ในส่วนหนึ่งของพระฤษีในแต่ละชั้น จะแบ่งแยกเป็นชั้นๆดังต่อไปนี้
๑.พระฤษีชั้นพรหม พระฤษีในชั้นพรหมนั้นมีรายชื่อดังต่อไปนี้ พระฤษีพรหมเมศร์ พระฤษีพรหมมา พระฤษีพรหม
มุนี พระฤษีพรหมนารถ พระฤษีพรหมวาลมีกิ เป็นต้น
๒.พระฤษีชั้นเทพ พระฤษีชั้นเทพนั้นมีรายชื่อดังต่อไปนี้ พระฤษีบรมโกฏิ พระฤษีประลัยโกฏิ พระฤษีนารอด พระ
ฤษีนารายณ์ พระฤษีนาเรศร์ พระฤษีอิศวร พระฤษีพิฆเนศ พระฤษีเพชรฉลูกัณฑ์ พระฤษีปัญญาสด พระฤษีตาไฟ
พระฤษีหน้าวัว พระฤษีหน้าเนื้อ พระฤษีปัญจสิขร (หรือพระประคนธรรพ) บางทีเรียกว่า พระประโคนทัพ) เป็นต้น
๓.พระฤษีชั้นมนุษย์ พระฤษีชั้นมนุษย์ก็มีมากมายเช่นเดียวกัน เช่น พระฤษีโกเมน พระฤษีโกเมท พระฤษีโกมุท
พระฤษีสัตตบุตร พระฤษีสัตบัน พระฤษีสัตบงกช พระฤษีโคบุตร พระฤษีโคดม พระฤษีสมมิตร พระฤษีลูกประคำ เป็นต้น
๔.พระฤษีชั้นอสูร พระฤษีชั้นอสูรก็มีตามรายชื่อดังนี้ ท่านท้าวคีรีเนศร์ ท่านท้าวเวสสุวัณ ท่านท้าวหัสกัณฑ์ ท่าน
ท้าวหิรัญฮู พระฤษีพิลาภ พระฤษีพิรอด ท้าวพลี หิรัญยักษ์ อนันตยักษ์ วาณุราช วาหุโลม เป็นต้น

รูปร่างลักษณะของพระฤษีพรหมเมศร์
พระฤษีพรหมเมศร์มี ๔ พระพักตร์เหมือนกับพรพรหมโดยทั่วไป พระเศียรเป็นกรวยเช่นเดียวกับเศียรพระฤษี
ทั้งหลาย มี ๘ กร พระพักตร์สีทอง ผิวกายสีทอง นุ่งห่มด้วยผ้าโขมพัตถ์ (ผ้าสีขาวอย่างดี ที่สะอาดบริสุทธิ์)
พระฤษีพรหมเมศร์นี้ ท่านมีอิทธิฤทธิ์และปาฏิหารย์มากมาย ทั้งในด้านบุญฤทธิ์บารมี ก็ไม่มีผู้ใดจะเทียบเทียม
ท่านได้ ชอบช่วยเหลือมวลมนุษย์และสรรพสัตว์โดยทั่วๆไป ด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดีงามของท่าน


ประวัติของพระฤษีพรหมบุตร
จะกล่าวถึงกุมารหนึ่ง นามว่า พรหมบุตร ซึ่งเกิดแต่พรหมนารีนางหนึ่ง หลังจากที่กุมารเจริญวัยขึ้นมาก็ไต่ถามมารดาถึงเรื่อง
ของผู้เป็นบิดาและก็ได้ความตามเรื่องราวที่มารดาเล่าให้ฟังโดยละเอียดว่า พรธฤษีพรหมเมศร์นั้นเป็นบิดาบังเกิดเกล้า แต่บัดนี้
มารดาไม่สามารรถที่จะขึ้นไปอยู่บนพรหมโลกได้อีกแล้ว เพราะเป็นคำสั่งห้ามของเจ้าสวรรค์คือ พระิอิศวร นั่นเอง มิหนำซ้ำยัง
ขับไล่ให้มาอยู่ในภาคพื้นดินอีกด้วย พระพรหมบุตรในระหว่างนี้ก็กระทำตนเป็นพระฤษีบำเพ็ญตบะบารมีอยู่ในป่าหิมพานต์ เมื่อ
รู้เรื่องราวจากมารดาก็โกรธ และมีความน้อยใจเป็นอย่างมากจึงคิดมุ่งแต่บำเพ็ญตบะเพื่อสร้างบารมีให้แก่กล้าและสูง
ขึ้นๆ เรื่อยๆ
ทั้งจะต้องมีทั้งอำนาจ อิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ ด้วยพระคาถาอาคมที่แข็งแกร่งและแก่กล้าจะต้องเอาชนะพระฤษีทั้งหลายให้ทั่วทุก
ชั้นได้สำเร็จ จึงพยายาม พากเพียร บำเพ็ญ อยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานแสนนานในระยะเวลาถึงหนึ่งพันปี ก็บังเกิดบุญฤทธิ์ และ
บารมีที่มุ่งมั่น ทำให้มีฤทธิ์อำนาจ มีคาถาอาคมอันศักดิ์สิทธิ์มีภูมธรรมอยู่ในชั้นสูงไม่มีผู้ใดจะเทียบได้พระฤษีพรหมบุต
รจึงเป็น
หนึ่งในความสำเร็จ
เมื่อพระฤษีพรหมบุตร มีความเก่งกล้าเป็นที่หนึ่งในจักรวาลและแดนพิภพแล้ว ก็มีใจกำเริบด้วยฤทธิ์เดช ด้วย
ความที่ยังมีใจเจ็บแค้นพระอิศวรเจ้าสวรรค์ จึงออกเที่ยวหาหมู่พระฤษีทั้งหลาย ที่บำเพ็ญตบะอยู่ในป่าทั้งหมด เมื่อ
พบกับองค์ใดองค์หนึ่งก็ตาม พระฤษีพรหมบุตรก็ด่าและท้าทายพระฤษีเหล่านั้นมาต่อสู้ จนพระฤษีทั้งหลายพา
กันหวาดกลัวและเข็ดขยาด เพราะไม่สามารถต่อสู้ได้ ต่างไม่เป็นอันทำตบะเพราะความเกรงกลัว ต่างพากันหลบหนี
ซุกซ่อนมิยอมให้ได้พบเห็น เพราะหากพบกันครั้งใดภัยก็จะเกิดขึ้นครั้งนั้น ยิ่งทำให้พระฤษีพรหมบุตร กำเีริบ คิดว่า
ตนเก่งกล้าไม่มีผู้ใดออกมาต่อกรได้
ด้วยความคับแค้นแน่นอยู่ในอกจึงคิดว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องกระทำการแก้แค้นให้กับมารดา และหมายใจที่
จะให้มารดากลับขึ้นไปอยู่บนพรหมโลกอีกครั้งหนึ่งให้จงได้เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้วจึงแ
สดงอิทธิ
ฤทธิ์เหาะขึ้นไปสู่ยังพรหมโลกเมื่อขึ้นมาแล้วก็สืบเสาะหาพระฤษีพรหมเมศร์ผู้ที่เป็นบ
ิดาหวังว่า
เมื่อได้พบกันแล้วจะเจรจากันได้โดยง่าย แต่กลับตรงกันข้ามพระฤษีพรหมเมศร์กลับปฏิเสธไม่ยอมรับถึงแม้พระฤษีพรหมบุตรจะพยายาม
ขอร้องสักเพียงใดเพื่อให้มารดากลับขึ้นมาอยู่บนพรหมโลกให้ได้ มิเพียงไม่ยอม
เท่านั้นยังประกาศขับไล่พระฤษีพรหมบุตรรีกลับลงไปจากพรหมโลกอีกด้วย
เมื่อเกิดความโกรธขึ้นมาก็ลืมตัวว่าพระฤษีพรหมเมศร์นั้นคือบิดา ไม่ยอมรับแล้วยังขับไล่อีก จึงท้าทายให้ต่อสู้กัน
ตัวต่อตัวด้วยวาจาที่แสนโอหังและหยิ่งผยอง ไม่ยอมลดละให้กับผู้เป็นบิดาหวังจะต้องรู้แพ้รู้ชนะให้ได้ด้วยความอาฆาต
มาดร้ายต่อผู้เป็นบิดาเป็นอย่างมาก
การต่อสู้ได้เกิดขึ้นแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างมีฤทธิ์เดชด้วยกัน แม้จะต่อสู้กันตัวต่อตัวก็ทำให้สวรรค์ทั้งพรหมโลกและชั้น
อื่นๆจนถึงพื้นภิภพสะเทือนเลื่อนลั่น ราวกับจะพังพินาศไป


พระฤษีพรหมประทาน


ในตำนานพระฤษีองค์นี้มิได้ระบุถึงภูมิกำเนิด เป็นเพียงแต่ว่าท่านเป็นพระพรหมองค์หนึ่ง ที่อยู่ในวิมานพรหมโลก
ท่านมีศรัทธาอันแก่กล้าจึงมุ่งมั่นบำเพ็ญด้วยความหวังตั้งใจที่จะเสริมสร้าง พระบารมี จึงสละความสุขทั้งหลายทั้งปวง
มาเป็นพระฤษี แต่กระนั้นก็ยังมีจิตใจอารีย์ชอบช่วยเหลือเผื่อแผ่แด่ชนทั้งหลาย ท่านมักจะสอดส่องลงมายังโลกมนุษย์
เป็นประจำ หากพบว่าผู้ใดได้รับความเดือดร้อน มีความทุกข์ยากเกิดขึ้น ท่านก็จะต้องประทานพรของท่านลงไปช่วย
เหลือผู้ที่กำลังเดือดร้อน กำลังได้รับความทุกข์ยากเหล่านั้นให้กลับกลายเป็นความสุขความเจริญสืบต่อไปด้วยเมตตา

และบารมีของท่านอย่างเปี่ยมล้น
ดังนั้นเมื่อใครมีความทุกข์ใดๆหรือว่าเจ็บไข้ได้ป่วย ก็จงรำลึกถึงและบนบานศาลกล่าวกับท่านแล้วความทุกข์นั้นๆ
ก็จะห่างหายไปในที่สุด


พระฤษีพรหมปรเมศฎ์

สำหรับพระฤษีพรหมปรเมศฎ์นี้ท่านเป็นผู้สำเร็จในภาคปฏิบัติอีกพระองค์หนึ่ง ที่มีอิทธิฤทธิ์ศักดานุภาพไม่ยิ่งหย่อนไป
กว่าพระพรหมฤษีองค์อื่นๆ ความเป็นอยู่ของท่านก็มีความเมตตาเป็นที่ตั้ง แต่มีนิสัยดุและเสียงดังเป็นที่สุดท่านเป็นพระพรหม
ฤษีที่มี ๔ หน้า ๘ มือ เช่นเดียวกัน ใบหน้าของท่านจะมีสีเขียว ลำตัวสูงใหญ่เศียรทั้ง ๔ ของท่านรวมเป็นเศียรเดียวกัน
เรียกว่าเศียรแฝด แต่ทว่าหน้าทั้ง ๔ นั้น อยู่คนละด้าน ซึ่งตรงกับทิศทั้ง ๔ มวยผมบนพระเศียรขมวดมุ่นขึ้นไปเป็นรูปชฎา
และเป็นปล่องโพรงตรงกลางเช่นเดียวกับพระฤษีทั่วไป
ท่านมีวิชาอาคมแกร่งกล้าและเข้มแข็งสามารถที่จะเสกหรือสร้างอะไรก็ได้ตามที่ท่านต้อง

การทุกอย่าง พระพรหมฤษี
ปรเมศฎ์ ท่านนึกสนุกขึ้นมาจึงเสกคาถาสร้างสัตว์ประหลาดขึ้นมาตัวหนึ่งคือ กุ้ง ที่เราเห็นกันทุกวันนี้
สำหรับองค์พระฤษีพรหมปรเมศฎ์นั้นก็ต้องนับว่าท่านเป็นผู้มีคุณกับมนุษย์ไม่น้อยเพราะ
ท่าน
สร้างกุ้งขึ้นมาเป็นอาหาร
ของมนุษย์จนปัจจุบัน กุ้งกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจของมนุษย์ไปแล้ว ในด้านฤทธิ์อำนาจบารมีของท่านก็นับว่าเลิศไม่แพ้
ใครเหมือนกันเป็นที่เคารพและยำเกรงของบรรดาพระพรหม พระพรหมฤษี กระทั่งชั้นเทพ เทวดา นางฟ้า ลงมาจนถึง
มนุษย์ ครุฑาวาสุกรี คนธรรพ์ วิชาธร กินนร เพชรพระยาธร แทตย์ และอสูรย์ แต่จะว่าไปท่านก็มิใช่ว่าจะดุเพียงอย่างเดียว
เท่านั้นท่านใจดีมีเมตตาชอบช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก ดังนั้นหากท่านใดต้องการจะให้ท่านช่วยเหลือก็ลองจุดธูปบอก
กล่าวท่านดู บางทีความสำเร็จอาจจะเป็นของท่านก็ได้ ของอย่างนี้ถ้าไม่ลองไฉน จะรู้เล่าจริงไหมคะ ท่านผู้อ่าน..


พระฤษีพรหมประสิทธิ์


พระฤษีองค์นี้เป็นผู้ที่มีฝีไม้ลายมือในทางวิชาอาคมไสยศาสตร์และการกระทำในสิ่งต่างๆ
ได้เป็นอย่างดีไม่มีใครเกินและ
ท่านก็ยังได้เป็นผู้ที่ถ่ายทอดวิชาการของท่านทั้งหมดให้กับบุคคลโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ เทวดา อสูร คนธรรพ์ วิทยาธร
รากษส และผู้ที่มีความต้องการจะศึกษาหาความรู้ ท่านก็จะประสิทธิ์ประสาทวิทยาอาคมและความรอบรู้ในด้านวิชาการแขนง
ต่างๆให้ ตามแต่ความต้องการของผู้ที่มีความต้องการของผู้ที่ใคร่จะศึกษา นับว่าท่านผู้นี้ก็มีเมตตาบารมีต่อโลกทั้งหลาย ช่วย
สร้างสรรค์จรรโลงทั้งสามโลก ให้มีสง่าราศรีและมีความเจริญด้วยพระบารมีของท่าน
ดังนั้นพวกเราก็ควรจะเคารพและรำลึกถึงพระเดชพระคุณของท่านด้วยการกราบไหว้บูชา
ด้วยดอกไม้ ธูป เทียน และใช้
เครื่องหอม เป็นสิ่งสักการบูชาด้วยดวงใจที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง และซาบซึ้งพระคุณของท่านอย่างแท้จริง แล้วท่านก็จะตอบสนอง
ด้วยการประทานพรให้กับพวกเราให้สำเร็จผลสมกับความหวังตั้งใจที่จะมุ่งมั่นศึกษาเล่าเ
รียน
ในแต่ละแขนงวิชา และท่านก็ยัง
จะปกป้องคุ้มครองภัยให้แคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง ท่านจะบันดาลความร่มเย็นเป็นสุขเจริญงอกงามตามอัธยาศัย
ขอเพียงแต่ให้พวกเรามีความเคารพนบนอบ ท่านอย่างจริงใจ มิใช่ว่าหน้าไหว้หลังหลอก ไม่มีสัจจะวาจาที่แน่นอน บน
บานอะไรไว้เมื่อสำเร็จสมประสงค์แล้วก็ทำเป็นเฉย ดังนั้นแล้วไม่เพียงแต่ท่านจะไม่อวยพรเท่านั้น ท่านยังจะต้องสาปแช่ง
และลงโทษอีกด้วย..


พระฤษีพรหมนิมิตร

พระฤษีองค์นี้แหละที่ท่านได้เป็นเทพเจ้าแห่งความฝันทั้งปวง ตามประวัติตั้งแต่เดิมมา ท่านเป็นพระฤษีที่มีบารมีมากมายอีกพระ
องค์หนึ่ง มีความสามารถหายตัวลงไปเข้าฝันบอกเหตุดีเหตุร้ายทั้งหลายให้กับมนุษย์ได้รู้ตัว ตามตำนานแห่งความฝันตั้งแต่อดีตกาล
หลายพันปีมาแล้ว ในครั้งนั้นความฝันจะเป็นความจริงเสมอ มิใช่จะฝันแบบไร้สาระ เหมือนเช่นทุกวันนี้ อย่างเช่น เมื่ออดีตจะฝันว่าเป็น
อะไรก็จะเป็นไปตามความฝันทุกประการ เช่น ฝันว่าจะได้แก้วแหวนเงินทองก็จะต้องได้ หากฝันว่าหัวขาดแขนขาด ก็จะต้องขาดจริงๆ
ตามความฝันเสมอไป
มีอยู่ครั้งหนึ่งมีมานพผู้หนึ่งได้เลี้ยงนกขุนทองเอาไว้และมีความกตัญญูเป็นอย่างมาก
วันหนึ่งมานพนั้นได้ฝันไปว่ามีโจรมาปล้นที่
บ้านและได้ฆ่าตนเองจนตายจึงเกิดความกลัดกลุ้มได้เล่าให้เจ้านกขุนทองฟังและบอกว่าไม่
มี
ใครสามรถที่จะช่วยได้ เจ้านกขุนทองจึง
หัวเราะและพูดว่า"ทองนี่แหละที่จะช่วยพ่อได้" มานพหนุ่มเกิดความหมั่นไส้คิดว่าเจ้าขุนทองแกล้งพูดเพื่อเอาใจมากกว่าจึงเกิดอา
รมณ์ฉุนเฉียวเกิดขึ้นร้องด่าเจ้าขุนทองเป็นครั้งแรก "ไอ้นกบ้า ไอ้นกระยำ ไอ้นกขี้โม้ เสือกไม่เข้าเรื่อง" เจ้านกขุนทองหัวเราะงอ
หายอีกครั้งหนึ่งเพราะขำในท่าทางของมานพ แล้วพูดอีกครั้งด้วยเสียงอ่อยๆว่า" นั่นซี ไหมล่ะ ทีเขาจะช่วยก็หาว่าขี้โม้เสียอีกแน่ะ"
มานพจึงถามทั้งๆที่มิได้มรความหวังเลยสักนิดเดียวว่า" เจ้าจะช่วยได้จริงเหรอ ไหนลองบอกมาซิว่าจะช่วยด้วยวิธีไหน" เจ้าขุน
ทองจึงพูดว่า"ไหนๆพ่อก็เลี้ยงทองมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ป้อนข้าวป้อนน้ำจนโต ทองยังไม่ได้ทดแทนบุญคุณพ่อเลย ขอให้ทองได้
ทดแทนบุญคุณสักครั้งเถอะนะพ่อ" มานพหนุ่มเริ่มงุนงงสงสัยมากขึ้นกับท่าทางที่จริงจังและมีน้ำหนักทำให้อยากรู้มากขึ้
น"เจ้า
ทองเจ้าจะทำอะไร" เจ้าทองตอบว่า"ก็จะช่วยพ่อจะพยายามทำลายความฝันให้กลายเป็นเรื่องไร้สาระจะไม่ให้
ความฝันกลายเป็นจริงอีกต่อไป ทองจะบินขึ้นไปหาพระฤษีพรหมนิมิตรแล้วแกล้งยั่วหลอกล่อให้ถอนคำพูดในเรื่องฝันเป็นจร
ิง ให้เป็นฝันเล่นๆหลอกๆ ยกเลิก
กันเสียตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป พ่อก็จะไม่ถูกโจรปล้น และพ่อก็จะไม่ตายไงล่ะ"
เมื่อได้รับอนุญาตจากมานพหนุ่มเจ้านกขุนทองก็บินผงาดลิ่วขึ้นไปทันทีจุดหมายคือพรหม
โลก มันบินสูงขึ้นไป สูงขึ้นไปทุกขณะ
ด้วยความมานะพยายามแม้จะเหน็ดเหนื่อยสักเพียงใดก็ไม่ย่อท้อ จะต้องทำงานให้สำเร็จให้ได้ ในที่สุดเจ้าขุนทองก็ทำสำเร็จมาถึง
พรหมโลกจนได้แม้จะเหน็ดเหนื่อยสายตัวแทบจะขาด หิวโหยจนแทบไร้เรี่ยวแรง แต่กำลังใจ พลังแห่งความกตัญญู ทำให้มาถึงชั้น
พรหมโลกจนได้ จึงรีบมุ่งไปที่สำนักของพรฤษีพรหมนิมิตร แต่ขณะนั้นท่านกำลังเข้าฌานอยู่ จึงเป็นโอกาสที่เจ้าขุนทองได้พักผ่อน
ให้หายเหนื่อยบ้าง ก็พอดีพระฤษีพรหมนิมิตรออกจากฌาน เจ้าขุนทองก็ไม่ปล่อยโอกาสให้เลยไป รีบบินมาเกาะกิ่งไม้ไม่ห่างจาก
พระฤษีเท่าใดนัก "สวัสดีจ้าพระคุณเจ้าที่เคารพ"พระฤษีสดุ้งโหยง เพราะอยู่ๆก็มีเสียงเหมือนมนุษย์ดังขึ้นใกล้ๆสงสัยว่ามนุษย์ที่ไหน
จะมีความสามรถขึ้นมาบนพรหมโลกได้ จึงส่ยตามองหาเจ้าของเสียง"เอ๊ะ..ไม่เห็นมีใครเลยนี่ แล้วเสียงมันดังมาจากไหนกันหว่า"
พระฤษีบ่นพึมพำ เจ้าขุนทองจึงนึกขำในท่าทางของพระฤษีจึงหัวเราะออกมาดังๆ เล่นเอาพระฤษีสดุ้งโหยง มองซ้ายมองขวาก็ไม่พบ เจ้าขุนทองจึงขยับตัวจากกิ่งไม้กระโดด
เข้ามาเกาะกิ่งไม้ที่อยู่ใกล้ๆพระฤษี"สวัสดีจ้าพระฤษีที่เคารพ ทองขอทำความเคารพท่าน
ด้วยความจริงใจเจ้าข้า"พระฤษีจึงมองเจ้าขุนทองด้วยความสงสัย"เออ..นี่เจ้าทองเจ้ามาที่นี่
เพื่อต้องการอะไรกัน"เจ้าขุนทองแกล้งทำหน้าตาตื่นน้ำเสียงกังวลแล้วพูดว่า"ทองมาจาก
โลกมนุษย์น่ะด้วยความซื่อสัตย์และจงรักพักดีต่อพระคุณเจ้า มีเรื่องสำคัญที่จะนำข่าว
มาบอกประเดี๋ยวจะสายเกินไป" พระฤษีพรหมนิมิตรฟังเจ้าทองพูดด้วยความงุนงง"เอ..มันเรื่องอะไรกันหว่า มันเกี่ยวกับ
ข้าด้วยหรือวะ"เจ้าขุนทองเห็นท่าทางของพระฤษีก็ยิ้มอยู่ในที"ทองถามพระคุณเจ้าสัก
หน่อยก่อนว่าความฝันนั้นเป็นจริงหรือไม่"พระฤษีพรหมนิมิตรไม่ทันคิดอะไรก็ตอบว่า
"มันก็จริงน่ะซีวะ ประกาศิตข้อนี้มีมานมนานกาเลแล้วเจ้าถามทำไมหรือ" เจ้าขุนทองแกล้งทำหน้าเซื่อง
ซึม"เฮ้อ..สงสารพระคุณเจ้าเหลือเกินที่ทองพยายามบินขึ้นมาบนพรหมโลกด้วยความเหน็ด
เหนื่อยสายตัวแทบจะขาดก็เพื่อที่จะบอก
ท่านให้รู้ตัวก่อนจะได้หาทางแก้ไขให้ทันต่อเหตุการณ์"พระฤษีจึงพูดว่า"เอ้าเล่ามาเถอะว่า
เรื่องมันเป็นอย่างไร เผื่อว่าข้าแก้ไขได้จะ
ได้รีบแก้ไขให้ทันเหตุการณ์ เพื่อไม่ให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่" เจ้าขุนทองได้ทีจึงพูดว่า"นายของทองฝันเมื่อวันก่อนว่าเขาได้
เป็นใหญ่เป็นโตมีอำนาจได้ครอบครองทั้งสามโลก เท่านั้นยังไม่พอเขายังรู้ว่าพระฤษีพรหมนิมิตรจะต้องไปเกิดเป็นม้าไว้สำหรับให้เขาขี

อีกด้วยทองจึงเป็นทุกข์ เพราะเรื่องนี้มันไม่สมควร อย่ายิ่ง ทองจึงรีบบินมาส่งข่าวกับท่านเพื่อจะหาทางแก้ไขได้ทันต่อเหตุการณ์
และทันต่อเวลาที่ท่านจะกลายเป็นม้า ไปเสียก่อน"
พระฤษีพรหมนิมิตรได้ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ จนเจ้าขุนทองเล่าจบจึงโวยวายลั่นว่า"เฮ้ย..ไม่ได้ๆ ข้าจะปล่อยให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้
แต่เอ..แล้วจะทำยังไงกันล่ะหว่า.." พระฤษีหยุดคิดนิดหนึ่งแล้วก็นึกขึ้นมาได้ก็ส่งเสียงหัวเราะอย่างชอบอกชอบใจในความชาญ

ฉลาดของตัวเองประกาศออกไปเสียงดังฟังชัดว่า"เอ้า..ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าจะยกเลิกความฝันที่เป็นความจริง ให้เป็นความฝันที่
เหลวไหล ไร้สาระ ความฝันจะไม่เป็นจริงอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือเทวดาจะต้องเป็นเช่นนั้นตามคำประกาศิตของข้า"
นับจากนั้นมาความฝันจึงกลายเป็นความฝันที่ไม่จริงตามคำประกาศิตของพระฤษีพรหม
นิมิตร เจ้าขุนทองมีความกระหยิ่มยิ้มย่อง
จึงลากลับมายังโลกมนุษย์กลับมาหามานพหนุ่มผ็มีพระคุณ เล่าเรื่องราวให้ฟังโดยละเอียด มานพหนุ่มจึงรอดพ้นความตายได้ เพราะ
เจ้าขุนทองยอดกตัญญูนั่นเอง และยิ่งเพิ่มความรักเจ้าขุนทองมากขึ้น ทะนุถนอมปรนเปรอด้วยอาอารอย่างดีเป็นการตอบแทนคุณ
คุณงามความดี เท่านั้นยังไม่พอ ยังซื้อสร้อยคอทองคำมาคล้องคอให้อีกเพื่อเป็นบำเหน็จรางวัลแห่งความดี และเพื่อจะได้ประกาศ
เกียรติคุณให้ชาวโลกทั้งหลายได้รู้ว่าเจ้านกขุนทองตัวนี้ได้กระทำความดีและมีความซื่
อสัตย์
กตัญญูรู้คุณเจ้าของ จึงได้รับรางวัลอัน
ล้ำค่านี้
นับตั้งแต่นั้นนกขุนทองทุกตัวจะต้องมีสายสร้อยที่ข้างหู และบริเวณคอของมันที่เป็นสีเหลืองๆนั่นแหละคือสร้อยทองที่มันได้รับ
รางวัลจากมานพผู้เป็นนายของมันและเมื่อมีลูกหลานเหลน สืบต่อมามันก็จะมีสีเหลืองติดตัวเช่นเดียวกัน
นับได้ว่าพระฤษีพรหมนิมิตรองค์นี้มีความเก่งกล้าไม่น้อย ทั้งคาถาอาคมและวาจาประกาศิต ท่านมีบารมีมาก และนับว่ามีคุณต่อ
มวลมนุษย์ไม่น้อย สมควรที่ท่านทั้งหลายจะเคารพบูชาและขอพรจากท่าน บางทีท่านอาจจะเมตตา แล้วส่งคำประกาศิตมาถึงท่าน
ทำให้ชีวิตของท่านสุขสมบูรณ์ขึ้นมาก็เป็นได้ การเคารพบูชาผู้ควรเคารพบูชามิใช่เรื่องเสียหายมิใช่หรือ..


พระฤษีอิศวร

พระองค์เป็นผู้ทรงคุณค่าด้วยพระบารมีอันมากล้นมุ่งแต่ส่งเสริมธรรมะ มุ่งจะทำลายอธรรมให้พินาศสิ้นมิให้หลงเหลืออยู่อีกเลย
ด้วยอำนาจและบารมีได้แบ่งภาคลงมาเป็นพระมุนีภพผู้เป็นพระสวามีของพระสตีผู้เป็นธิดาข
องพระทักษะประชาบดีเมื่อครั้งที่พระทักษะ
ประชาบดีได้ทำพิธียัญญกรรมครั้งยิ่งใหญ่ก็ได้เชิญบรรดาเขยทั้งหมดให้มาร่วมในพิธีมงค
ลครั้งนี้ทั้งหมด เว้นแต่พระมุนีภพเท่านั้นทั้ง
ยังประณามและประจานว่าแต่งตัวเป็นคนบ้า นุ่งผ้าบังสกุล ใช้กระดูกและกระโหลกคนเป็นสังวาลย์ หนวดเครา ผมเผ้ารุงรังน่าเกลียด
ชอบคบหาพวกภูติผีปีศาจ มั่วสุมกันในกลุ่มผีเป็นสมัครพรรคพวกดูแล้วไม่สมเกียรติอันใดแล้วก็ยังจะสร้างความเส
ื่อมเสียให้ได้รับความ
อับอายขายหน้าอีกด้วย
พระสตีจึงมีความน้อยใจจึงทำลายชีวิตของตนเองด้วยการกระโดดลงไปในกองไฟที่ใช้ในการทำพ
ิธีนั่นเอง พระมุนีภพรู้เรื่องเข้า
ว่าพระชายาได้สิ้นใจตายไปแล้วด้วยความรักที่มีต่อพระนางจึงมีความโกรธแค้นพ่อตา พระองค์จึงกระทำเทวฤทธิ์แบ่งภาคออกจาก
พระโอษฐ์เป็น พระวีรภัทร ปางนี้เรียกวา ปางวีรภัทร ไปทำลายล้างพิธียัญญกรรมของพระทักษะประชาบดี ทรงแผลงศรวีรภัทรถูกเหล่า
เทวดาล้มตายเป็นจำนวนมากศรีษะของพระทักษะประชาบดีขาดกระเด็น ด้วยความโกรธ พระวีรภัทรจึงโยนเอาศรีษะของพระทักษะประ
ชาบดีเข้ากองไฟ มอดไหม้กลายเป็นเถ้าธุลีไป ต่อมาภายหลังเหล่าเทวดาเสนาผู้ใหญ่ในสวรรค์ จึงมากราบทูลอ้อนวอนขอลุแก่โทษ
พระวีรภัทรจึงอภัยให้ กระทำเทวฤทธิ์ให้เทวดาที่ตายนั้นกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอย่างเดิม แล้วตัดเอาหัวแพะต่อให้กับพระทักษะประชาบ
ดีให้มีชีวิตอยู่รอดต่อไป แต่ใบหน้าและเศียรต้องกลายเป็นแพะ
และพระวีรภัทรก็กลับคืนร่างรวมตัวเข้าเป็นพระมุนีภพ แล้วเดินทางไปยังป่าหิมพานต์ทรงตั้งมั่นในการบำเพ็ญตบะสร้างพระบารมี
ต่อไปและก็เป็นที่รู้กันว่า พระฤษีอิศวรพระองค์นี้ก็คือ พระอิศวรหรือพระศิวะ นั่นเอง....


พระฤษีพรหมมินทร์

ท่านเป็นพระพรหมฤษีที่มีใจเป็นธรรม เป็นพี่ชายแท้ๆของพระฤษีพรหมเมศร์ มิค่อยยุ่งเกี่ยวกับ
ผู้ใดนัก ท่านเคร่งครัดต่อการปฏิบัติถ้าผู้ใดได้รับความเดือดร้อน มีความต้องการที่จะให้ท่านช่วยก็จง
บอกกล่าวขอพรจากท่าน บางทีท่านอาจจะเมตตาช่วยเราให้ได้รับความสำเร็จก็อาจเป็นไ้ด้ ท่านมี
ลักษณะเช่นเดียวกับพระพรหมทั้งหลายทั่วไปคือ มี ๔ หน้า ๘ มือ แต่รู้สึกว่าหน้าของท่านจะแก่กว่า
องค์อื่นๆ หนวดเครายาวรุงรังส่วนผมนั้นมุ่นเป็นชฎาสูงขึ้นไปแบบเดียวกับพวกชฎิล เรียกว่ามวยขมวด
กรวดเกล้า พระเมาลี...


พระฤษีพรหมโลกา

ท่านผู้นี้ก็เป็นผู้ที่มีอาคมอันแก่กล้าและศักดิ์สิทธิ์ มีทั้งฤทธิ์เดชและอำนาจมาก โดยการหายตัว
และดำดิน(แทรกแผ่นดิน)ได้ เป็นผู้ที่เคร่งในการปฏิบัติอีกท่านหนึ่ง เมื่อแรกเริ่มเดิมที ท่านก็เป็น
มนุษย์เช่นเดียวกัน เป็นพระฤษีธรรมดา ที่เคร่งครัดปฏิบัติ บำเพ็ญธรรมประโยชน์ สร้างตบะบารมี
อย่างแน่วแน่ จนกระทั่งค้นพบพระอาคมอันมหาวิเศษ จึงมีอำนาจมากเพียบพร้อมไปด้วยอิทธฤทธิ์
และบุญฤทธิ์ ยากที่จะหาผู้ใดเทียบเทียมได้ แล้วในที่สุด เมื่อถึงกาลกิริยาจากโลกมนุษย์แล้ว จึงได้
ไปบังเกิดเป็นพระพรหมอยู่บนวิมานพรหมโลก แต่ก็ยังมิได้หยุดหย่อนลงไปแต่เพียงเท่านั้น ท่านยัง
ใช้ความเพียรพยายามเร่งสร้างตบะธรรมอันเป็นบารมีต่อไปอีก หวังว่าจะได้สูงขึ้นไปอีก ในด้านภูมิ
ธรรม ท่านจึงได้รับฉายานามว่า พระฤษีพรหมโลกา


พระฤษีทุรวาส

พระฤษีองค์ก็เป็นอีกองค์หนึ่งที่ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปต่อกรและรบกวนท่าน ก็เพราะว่าท่านมีอิทธิ
ฤทธิ์มากมายทั้งคาถาและวาจาประกาศิต ถ้าหากใครดีกับท่านแล้วท่านก็จะส่งเสริมตลอดไปแต่หาก
ท่านลองโกรธผู้ใดแล้วไม่ว่าผู้นั้นจะมีฤทธิ์เดชสักเพียงใด ก็ยังไม่สามารถสู้ฤทธิ์เดชของท่านได้เลย
ไม่ว่าจะเป็นเทวดาหรือว่าพระิอินทร์ก็จะต้องพากันหน้าแตกไปตามๆกัน เพราะไม่สามารถที่จะป้องกัน
ในฤทธิ์เดชของท่านได้
อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อท่านได้ออกจากฌานแล้ว ท่านก็เข้าไปในป่าหิมพานต์เพื่อจะหาอาหารและ
ผลไม้ บังเอิญได้พบเทพธิดาที่สวยงามนางหนึ่ง นางได้นำพวงมาลัยที่ร้อยด้วยดอกไม้สดจากสวรรค์
นำมาถวายองค์พระฤษีทุรวาส พระฤษีก็รับพวงมาลัยนั้นมาแล้วนางฟ้าก็ลากลับไป
พระฤษีก็สดชื่นแจ่มใสที่พวงมาลัยดอกไม้สดนั้นส่งกลิ่นหอมอบอวล ไม่มีดอกไม้ในโลกที่จะ
เปรียบเทียบในกลิ่นหอมของดอกไม้จากสวรรค์นี้ได้ แล้วในที่สุดกลิ่นหอมของดอกไม้นั้นก็เริ่มออก
ฤทธิ์ทำให้มีอาการคลุ้มคลั่ง เที่ยวร้องเพลงและเต้นรำไปในอากาศอย่างสนุกสนาน โดยมิได้รู้สึกตน
เองเลยสักนิดเดียว ในขณะที่พระฤษีเต้นๆรำๆ และร้องเพลงเหาะมาในอากาศนั้น ก็บังเอิญพระอินทร์
ได้ทรงช้างผ่านมาทางนั้นและก็พบกับพระฤษีพอดี เมื่อพระฤษีขณะคลั่งไคล้ใหลหลงลืมตัวอยู่นั้นเห็น
พระอินทร์ก็จำได้ จึงได้ถวายพวงมาลัยดอกไม้สดพวงนั้นให้กับพระอินทร์ พระอินทร์ก็รับด้วยความ
เต็มใจ แล้วจึงนำเอามาวางไว้บนหัวช้างเอราวัณ เมื่อช้างเอราวัณได้กลิ่นดอกไม้นั้นแล้ว ก็เกิดอาการ
คลุ้มคลั่งเช่นเดียวกับพระฤษี จึงเอางวงจับพวงมาลัยนั้นมากระทืบๆ จนพวงมาลัยนั้นแหลกไม่มีชิ้นดี
ฝ่ายพระฤษีทุรวาสเห็นเช่นนั้นแล้วก็โกรธ เข้าใจว่าพระอินทร์ดูถูกและเหยียดหยามจึงได้เอา
ดอกไม้นั้นไปให้ช้างกระทืบเล่น ด้วยความโกรธจนตาแดงก่ำ เลยสาปให้พระอินทร์และเทวดาที่ร่วม
มาด้วย มิหนำซ้ำยังส่งคำสาปไปถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ให้พระิอินทร์และเทวดาถอยกำลังมีฤทธิ์น้อย
ลงไป เมื่อใดที่จะต้องมีการสู้รบกับพวกอสูร ทั้งพระอินทร์และเทวดาก็จะต้องพ่ายแพ้กับอสูรย์อย่าง
ยับเยิน ทั้งพระอินทร์และเทวดาก็พากันตกใจอ้อนวอนและขอโทษกับพระฤษี เพราะว่ามิได้มีเจตนา
เช่นนั้น เป็นความผิดของช้างต่างหากที่ได้กระทำลงไปเช่นนั้น
พระฤษีทุรวาสก็ไม่ฟังเสียงโดยอ้างว่า เป็นพระอินทร์ทำไมบังคับช้างไม่ได้ พระฤษีก็ไม่ยอมให้
อภัยใดๆทั้งสิ้น ว่าแล้วก็เหาะจากไปจากที่นั้นโดยเร็ว นับแต่บัดนั้นมาทั้งพระอินทร์และเทวดาจึงไม่
มีฤทธิ์เหมือดังแต่ก่อน เมื่อเกิดสงครามกับพวกอสูรทุกครั้ง จะต้องพ่ายแพ้แก่พวกอสูรทุกครั้งไป
ต่อจากนั้นพระนารายณ์จึงคิดแก้ไขให้มีการกวนน้ำอมฤตกันขึ้นมา เพื่อจะให้พระอินทร์และเทวดา
ได้ดื่มกัน เพื่อจะได้มีฤทธิ์เหมือนดังเดิม
ก็นับได้ว่าพระฤษีทุรวาสองค์นี้ก็เป็นหนึ่งที่ควรจะรู้จักท่านเอาไว้


คาถาบูชาพระครูฤษี

โอม อิมัสมิง พระประโคนธัพ
พระมุนีเทวา หิตาตุมเห
ปะริภุญชันตุ ทุติยัมปิ

อิมัสมิง พระประโคนธัพ
พระมุนีเทวา หิตาตุมเห
ปะริภุญชันตุ ตะติยัมปิ

อิมัสมิง พระประโคนธัพ
พระมุนีเทวา หิตาตุมเห
ปะริภุญชันตุ

คาถาบูชาพระฤษี ๑o๘ องค์
โอม สรเวโภย ฤษีโภย นมัยหัง

บทสวดบูชา พ่อแก่

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)

อุกาสะ อิมัง อัคคี พาหู บุพผัง อะหังวันทา อาจาริยัง สัพเพสัยยัง สิทธิการิยะ อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม

ทุติยัมปิ อิมัง อัคคีพาหูบุพผัง อะหังวันทา อาจาริยัง สัพพะสัยยัง วินาสสันติ สิทธิการิยะ อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม

ตะติยัมปิ อิมัง อัคคีพาหูบุพผัง อะหังวันทา อาจาริยัง สัพพะสัยยัง วินาสสันติ สิทธิการิยะ อะปะระปะชา อิมัสมิง ภะวันตุเม


บทสวดขอพรพ่อครูฤษี (ทุกอาจารย์)

โอม ตวะเมมาตา จะปิตา
ตะวะเมวะ ตะวะเมวะ
พันธุศะจะ สะขา
ตะวะเมวะ ตะวะเมวะ
วิทะยา ทะระวิณัม ตะวะเมวะ

คาถาบูชาฤาษีนารอด ( พ่อแก่ )

โอมคุรุ เท วะ นะมามิฤาษี ๑๐๘ ศรี ศรี ศอ อิ สะ รุ สระณะ ฤ ฤา ฤ ฤา ชิตัง มุนินทะ วาลัง พะละมุตตะมัง นะอะระหังฯ

คาถาบูชาพ่อแก่(ฉบับของหลวงพ่อประเทือง วัดด่านเจริญชัย)

ตั้งนะโม ๓ จบ

โอม ฦ ฦา ฤ ฤา นะมะ พะทะ จะภะ ทะสะ นะโม พุทธายะ (๓ จบ)


คาถาบูชาเศียรพ่อแก่หรือพ่อปู่

ข้าขอยอกรอัญชุลี ไหว้ฤาษีทั้ง ๑๐๘ ตน

ทั่วพื้นปฐพีดล บันดาลดล สรรพสิทธิและวิทยา

ให้นะฤาโมลั่นพุทธสนั่น ทั่วโลกาธาชื่นชมภิรมย์หรรษา

ยะบังเกิด เป็นนะเมตตา มหานิยม ฤ ฤา คุรุ เทวา วันธา มะภันเตฯ



บทสวดบูชาพระฤาษีหรือเศียรพ่อแก่

ตั้งนะโม ๓ จบ

พุทธวันทิตวา ข้าพเจ้าขออาราธนาบารมีคุณพระพุทธคุณนัง ธรรมคุณนัง สังฆคุณนัง วันทิตวา ข้าพเจ้าขออาราธนา บารมีคุณ พระสังฆคุณนัง อีกทั้งคุณพระบิดามารดา พระอนุธรรมวาจา อุปปัชฌาย์ ครูอาจารย์ อีกทั้งพระฤาษีมหาพรหมเมศ พระฤาษีเนตร พระฤาษีมุชิตวา พระฤาษีสมุหวัน ทั้ง พระเพชรฉลูกัน และนักสิทวิทยาอีกทั้งพระคงคม พระเพลิง พระพาย พระธรนี พระอิศวร ผู้เป็นเจ้าฟ้าขออัญเชิญเสด็จลงมาประสิทธิพระพรชัย ให้แก่พวกข้าพเจ้าในเวลาวันนี้ข้าพเจ้าขออัญเชิญเทพยดาเจ้าทั้งหลาย ทั่วพื้นปฐพี พระฤาษี ๑๐๘ ตน

บันดาลด้วยสรรพวิทยา พระครูยา พระครูเฒ่า พระครูภักและอักษรสถาพร เป็นกรรมสิทธิให้แก่พวกข้าพเจ้าในเวลาบัดนี้เถิด



--------------------
อีกหนึ่งบริการใหม่ของเรา หนังสือพิมพ์กะฉ่อนดอทคอม ในหมวดพระเครื่อง

เพื่อให้เกิดความสดวกสบายสำหรับท่านสมาชิกผู้ใช้บริการของเรา หนังสือพิมพ์กะฉ่อนดอทคอม ทีมงานหนังสือพิมพ์กะฉ่อนดอทคอม จึงได้เปิดให้บริการใหม่ใน 4 หมวดคือ

1.วัตถุมงคลคณาจารย์ รุ่นต่างๆ(คลิ๊ก)
https://sacred.kachon.com

.....
2.ข่าววงการพระเครื่อง(คลิ๊ก)
https://publish.kachon.com

.....
3.ประวัติพระเกจิอาจารย์(คลิ๊ก)
https://monkhistory.kachon.com

.....
4.ประวัติวัดและพระพุทธรูป(คลิ๊ก)
https://historyoftemples.kachon.com


เป็น 4 หมวดที่เกี่ยวกับพระเครื่องโดยตรงในเว็ปกะฉ่อนดอทคอม ท่านสมาชิกสามารถใช้บริการของเราได้ในเว็ปเดียวโดยไปต้องย้อนกลับไปยังเว็ป https://pra.kachon.com อีกต่อไป ทีมงานหนังสือพิมพ์กะฉ่อนดอทคอม หวังใจเป็นอย่างยิ่งว่า ท่านสมาชิกจะได้รับความสดวกสบายและพอใจในบริการใหม่ของเราในครั้งนี้ความสดวกสบายและ
พอใจในบริการใหม่ของเราในครั้งนี้
Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
มี 2 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 2 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 




Lo-Fi Version ขณะนี้เวลา : 27th March 2026 - 12:34 PM